รายละเอียดหลักสูตร

รายละเอียดของหลักสูตรพุทธศาสตรมหาบัณฑิต

สาขาวิชาปรัชญา

หลักสูตรปรับปรุง พ.ศ. ๒๕๖๐

—————–

 

ชื่อสถาบันอุดมศึกษา              มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

 

วิทยาเขต/คณะ/ภาควิชา           บัณฑิตวิทยาลัย

 

 

หมวดที่ ๑

ข้อมูลทั่วไป

 

. รหัสและชื่อหลักสูตร

ชื่อหลักสูตรภาษาไทย          :  พุทธศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาปรัชญา

ชื่อหลักสูตรภาษาอังกฤษ      :  Master of Arts  Programme in Philosophy

 

. ชื่อปริญญาและสาขาวิชา

ชื่อเต็มภาษาไทย               :  พุทธศาสตรมหาบัณฑิต (ปรัชญา)

ชื่อเต็มภาษาอังกฤษ            :  Master of Arts (Philosophy)

ชื่อย่อภาษาไทย                :  พธ.ม. (ปรัชญา)

ชื่อย่อภาษาอังกฤษ             :  M.A. (Philosophy)

. วิชาเอก

สาขาวิชาปรัชญา (Philosophy)

. จำนวนหน่วยกิตหรือหน่วยวิชาที่เรียนตลอดหลักสูตร

จำนวน ๓๙ หน่วยกิต เป็นแผนแบบ ก ทำวิทยานิพนธ์

. รูปแบบของหลักสูตร

.๑ รูปแบบ

เป็นหลักสูตรระดับปริญญาโท  หลักสูตร ๒ ปี  แต่ไม่เกิน ๕ ปี

.๒ ภาษาที่ใช้

การจัดการเรียนการสอนเป็นภาษาไทย

.๓ การรับเข้าศึกษา

รับผู้เข้าศึกษาเป็นชาวไทย และชาวต่างประเทศที่สามารถใช้ภาษาไทยและภาษาอังกฤษได้

.๔ ความร่วมมือกับสถาบันอื่น

เป็นหลักสูตรเฉพาะของสถาบัน

 

.๕ การให้ปริญญาแก่ผู้สำเร็จการศึกษา

ให้ปริญญาเพียงสาขาวิชาเดียว คือ  พุทธศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาปรัชญา

. สถานภาพของหลักสูตร

๖.๑ หลักสูตรปรับปรุงใหม่ พ.ศ. ๒๕๖๐

๖.๒ เริ่มใช้ในภาคการศึกษาที่ ๑ ปีการศึกษา ๒๕๖๐ เป็นต้นไป

๖.๓ คณะกรรมการพัฒนาหลักสูตรเห็นชอบในการประชุม  ครั้งที่ ๒/๒๕๖๐  เมื่อวันที่     ๒๑ เดือนมิถุนายน พ.ศ. ๒๕๖๐

๖.๔ คณะกรรมการประจำบัณฑิตวิทยาลัยเห็นชอบในการประชุม ครั้งที่ ๕/๒๕๖๐ เมื่อวันที่   ๗ เดือนกรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๖๐

๖.๕ สภาวิชาการมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยเห็นชอบในการประชุมครั้งที่     ๖/๒๕๖๐ เมื่อวันที่  ๑๔ เดือนกรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๖๐

๖.๖ สภามหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย อนุมัติในการประชุม ครั้งที่ ………………..   วันที่…….. เดือน……………….  พ.ศ. ๒๕๖๐

๖.๗ สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) รับทราบและให้ความเห็นชอบแล้ว   เมื่อวันที่ ……. เดือน……………….  พ.ศ. ๒๕๖๐

 

. ความพร้อมในการเผยแพร่หลักสูตรที่มีคุณภาพและมาตรฐาน

ประเมินความพร้อมเพื่อการเผยแพร่หลักสูตรในปีการศึกษา ๒๕๖๒ (หลังจากเปิดสอนหลักสูตรเป็นเวลา ๓ ปี)

 

. อาชีพที่ประกอบได้หลังสำเร็จการศึกษา

๘.๑  ครู อาจารย์ในสถาบันการศึกษา นักวิชาการ

๘.๒  นักวิจัยทางด้านปรัชญา ศาสนา และวัฒนธรรม

๘.๓  นักเขียน นักเทศน์(พระ)

๘.๔  นักบริหาร นักพัฒนา นักวิเคราะห์และประเมินแผนและนโยบายขององค์กร

๘.๕  นักการเมือง นักวิพากษ์

๘.๖  วิทยากรฝึกอบรมคุณธรรมจริยธรรม

๘.๗  ที่ปรึกษาทั้งองค์กรภาครัฐและเอกชน

๘.๘  ประกอบอาชีพอิสระ เช่น นักวิจารณ์ภาพยนตร์ นักวิจารณ์สังคม ผู้นำองค์กรอิสระ เป็นต้น

๘.๙  อื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับสาขาวิชาปรัชญาและศาสนา

. ชื่อ นามสกุล เลขประจำตัวประชาชนตำแหน่งและคุณวุฒิการศึกษาของอาจารย์ผู้รับผิดชอบหลักสูตร

ตำแหน่งทางวิชาการ ชื่อ-นามสกุล /

เลขประจำตัวประชาชน

คุณวุฒิการศึกษา สถาบันที่สำเร็จ ปีจบ ภาระงานภายใน   หลักสูตร

และรายวิชาที่สอน

ผู้ช่วย

ศาสตราจารย์

พระครูภาวนาโพธิคุณ

(พระสมชาย กนฺตสีโล/พังหมื่นไว, ผศ.ดร.

Ph.D. (Philosophy) Pune University, India ๒๕๔๕ – สัมมนาปัญหาปรัชญาศาสนา

– ระเบียบวิธีวิจัยชั้นสูง

– วิปัสสนากรรมฐาน

  ๓๓๖๐๖๐๐๐๑๔๑๗๙ M.A. (Philosophy) Pune  University, India ๒๕๓๘
    พธ.บ. (ศาสนา) ม.มหาจุฬาฯ ๒๕๓๔
         
ผู้ช่วย

ศาสตราจารย์

นายจักรพรรณ วงศ์พรพวัณ

 

Ph.D. (Philosophy) Magadh University ๒๕๔๕ – อภิปรัชญาวิเคราะห์

– สัมมนาปรัชญา

– การวิเคราะห์เชิงปรัชญา

– สัมมนาปรัชญาจีน

๓๒๕๐๒๐๐๖๖๓๒๕๑ M.A. (Philosophy) University of Madras ๒๕๔๑
    พ.ธ.บ.  (ปรัชญา) ม. มหาจุฬาฯ ๒๕๓๙
    ป.ธ. ๖ บาลีสนามหลวง ๒๕๓๓  
           
ผู้ช่วย

ศาสตราจารย์

นายจรัส ลีกา Ph.D. (Philosophy) Magadh University ๒๕๔๙ – พระไตรปิฎกวิเคราะห์

– จริยศาสตร์วิเคราะห์

– ญาณวิทยาวิเคราะห์

– สัมมนาวิทยานิพนธ์

  ๓๕๓๐๔๐๐๑๗๙๖๙๕ M.A. (Philosophy) University of Madras ๒๕๓๘
    พธ.บ. (ศาสนา) ม.มหาจุฬาฯ ๒๕๓๕
    ป.ธ. ๗ บาลีสนามหลวง ๒๕๓๔

 

๑๐. สถานที่จัดการเรียนการสอน

มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตขอนแก่น  ๓๐ หมู่ ๑ ต.โคกสี อ.เมือง จ.ขอนแก่น

 

๑๑. สถานการณ์ภายนอกหรือการพัฒนาที่จำเป็นต้องนำมาพิจารณาในการวางแผนหลักสูตร

             

              ๑๑.๑ สถานการณ์หรือการพัฒนาทางเศรษฐกิจ

สถานการณ์ของระบบเศรษฐกิจโลกในยุคโลกาภิวัตน์ที่มีความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว แนวคิดปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเป็นเป้าหมายการพัฒนาประเทศไทย ที่ได้กำหนดไว้ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ  ฉบับที่ ๘  และต่อเนื่องมาจนฉบับที่ ๑๒  ที่ต้องการสร้างการเติบโตของคนไทยอย่างมีคุณภาพ  และหล่อหลอมให้คนไทยมีค่านิยมตามบรรทัดฐานที่ดีทางสังคม  เป็นคนดี มีสุขภาวะที่ดี มีคุณธรรมจริยธรรม มีระเบียบวินัย และมีจิตสำนึกที่ดีต่อสังคมส่วนรวม  ตลอดจนพัฒนาทักษะให้สอดคล้องกับความต้องการในตลาดแรงงานและทักษะที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตในศตวรรษที่ ๒๑   เมื่อพิจารณาแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ ๑๒ ที่ยึดหลัก “ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง” “การพัฒนาที่ยั่งยืน” และ “คนเป็นศูนย์กลางการพัฒนา” จะพบว่า รัฐบาลต้องการวางรากฐานเพื่อพัฒนาให้คนไทยเป็นคนที่สมบูรณ์  มีคุณธรรมจริยธรรม  มีระเบียบ วินัย ค่านิยมที่ดี มีจิตสาธารณะ และมีความสุข โดยมีสุขภาวะและสุขภาพที่ดี ครอบครัวอบอุ่น ตลอดจน เป็นคนเก่งที่มีทักษะความรู้ความสามารถและพัฒนาตนเองได้ต่อเนื่องตลอดชีวิต

สถานการณ์ดังกล่าวนี้จึงต้องการการจัดการศึกษาที่สามารถพัฒนาคนให้มีความรู้ความสามารถเชิงวิชาการด้านปรัชญา  แนวคิดเรื่องการพัฒนาที่ยั่งยืน  การพัฒนาโดยมีคนเป็นศูนย์กลาง  แล้วประยุกต์องค์ความรู้นั้นขับเคลื่อนชุมชน สังคม และประเทศชาติต่อไป

 

              ๑๑.๒ สถานการณ์หรือการพัฒนาทางสังคมและวัฒนธรรม

สภาพสังคมที่เปลี่ยนแปลงไปตามกระแสโลกาภิวัตน์ สิ่งที่ปรากฏอย่างเด่นชัดก็คือ ประเทศมีความก้าวหน้าทางด้านเศรษฐกิจ โดยมีตัวบ่งชี้ที่สำคัญ คือ GDP (Gross Domestic Product) ที่เติบโตตามลำดับ แต่ในขณะเดียวกันกลับพบว่า  ปัญหาต่าง ๆ ในสังคมที่ก่อตัวขึ้นและมีผลกระทบต่อชุมชน สังคม ประเทศชาติมีมากมาย เช่น ปัญหาความรุนแรงในครอบครัว สังคม และประเทศชาติ ปัญหาการทุจริตคอรัปชั่น  ปัญหาการว่างงาน ปัญหาความเหลื่อมล้ำในสังคม ปัญหาด้านการบริหารจัดการที่เกิดจากการใช้กฎหมายอย่างไม่เป็นธรรม ปัญหาการขาดธรรมาภิบาลในองค์กร ปัญหาเรื่องค่านิยมที่ดีงาม เป็นต้น ประเด็นปัญหาดังกล่าวข้างต้น ทำให้เกิดการเรียกร้องหาหลักการและวิธีการแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ  โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คือ หลักการและวิธีการทางปรัชญาและศาสนา  เพื่อใช้เป็นแนวทางในการแก้ไขปัญหา  เพราะปรัชญาและศาสนาถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิต เมื่อมนุษย์ในสังคมประสบปัญหาจำเป็นจะต้องหาหลักการ วิธีการ ที่อยู่ในวิถีชีวิตของมนุษย์มาเป็นกรอบในการพิจารณาแก้ไข ดังนั้น การปรับปรุงการจัดการเรียนการสอนด้านปรัชญาและศาสนาให้ทันต่อความเปลี่ยนแปลงของสังคม ที่ขับเคลื่อนด้วยความเจริญของเทคโนโลยีในสังคมปัจจุบันจึงเป็นสิ่งสำคัญ

 

๑๒. ผลกระทบจากข้อ ๑๑

 

              ๑๒.๑ การพัฒนาหลักสูตร

บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ได้ตระหนักถึงความสำคัญและความจำเป็นในการผลิตบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถทางด้านปรัชญาและศาสนาที่มีคุณภาพ      มีองค์ความรู้และประสบการณ์ในลักษณะที่เป็นผู้รู้จริงและปฏิบัติได้  กระตุ้นให้เกิดการใช้ความรู้ความชัดเจนในการสร้างความเป็นเลิศทางวิชาการปรัชญาและศาสนา ประกอบกับปัจจุบันส่วนงานบัณฑิตวิทยาลัยของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย มีความพร้อมในด้านอาจารย์ผู้สอน เจ้าหน้าที่ บุคลากรสนับสนุน  และสถานที่ที่สามารถรองรับการจัดการเรียนการสอนและการศึกษาวิจัยด้านวิชาการปรัชญาได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นอกจากนี้ ภาพรวมผลการประเมินผู้ใช้บัณฑิต ผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้บริหาร อาจารย์ และนิสิต เพื่อปรับปรุงหลักสูตร พบว่า หลักสูตรพุทธศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาปรัชญา ได้ผลิตบัณฑิตที่มีคุณธรรมจริยธรรม  มีความรู้ มีทักษะทางปัญญา มีทักษะด้านความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลและความรับผิดชอบ  ตลอดถึงมีทักษะด้านการวิเคราะห์เชิงตัวเลข การสื่อสาร การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ อยู่ในระดับมาก  ดังนั้น หลักสูตรพุทธศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาปรัชญา จึงมีความสำคัญยิ่ง

เมื่อหลักสูตรพุทธศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาปรัชญา ครบ ๕ ปี บัณฑิตวิทยาลัย จึงมีพันธกิจที่จะต้องปรับปรุงและพัฒนาหลักสูตรพุทธศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาปรัชญา ให้มีความทันสมัยและเป็นประโยชน์ ตอบสนองความต้องการของตลาดแรงงาน และนโยบายของรัฐบาล  โดยเน้นการจัดการศึกษาและการบูรณาการแนวคิดทางด้านปรัชญาและศาสนาเข้ากับศาสตร์สมัยใหม่  ให้นิสิตมีทักษะการคิด วิเคราะห์ วิพากษ์ วิจารณ์ และสามารถสังเคราะห์องค์ความรู้ทางปรัชญาและศาสนา ตลอดถึงศาสตร์สมัยใหม่ในเชิงลึก  สามารถพัฒนาตนเองและสังคมอย่างยั่งยืนได้  เป็นผู้มีคุณธรรมจริยธรรม ซึ่งจะเป็นทางเลือกหนึ่งในการพัฒนาศักยภาพของคนไทยในยุคไทยแลนด์ ๔.๐

 

              ๑๒.๒ ความเกี่ยวข้องกับพันธกิจของสถาบัน

ตามที่ปรัชญาของมหาวิทยาลัยหรือนโยบายของมหาวิทยาลัยที่มุ่งเน้นการเป็นศูนย์กลางการศึกษาพระพุทธศาสนา บูรณาการกับศาสตร์สมัยใหม่ เพื่อพัฒนาจิตใจและสังคม ไปพร้อมกับการพัฒนาสู่ความเป็นเลิศทางวิชาการ และมีความคิดวิเคราะห์ทางด้านศาสนาและปรัชญา  โดยเฉพาะศาสตร์ที่เป็นปรัชญาและศาสนา รวมทั้งศาสตร์สมัยใหม่  เมื่อมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยได้กำหนดพันธกิจไว้เช่นนั้น  จึงจำเป็นจะต้องมีการปรับปรุงและพัฒนาหลักสูตรพุทธศาสนามหาบัณฑิต สาขาวิชาปรัชญา เพื่อพัฒนานิสิตให้มีความรู้ความสามารถ แตกฉานด้านปรัชญาและศาสนา  อันจะนำไปสู่การผลิตงานวิจัยเชิงบูรณาการระหว่างปรัชญาและศาสนากับศาสตร์สมัยใหม่  นอกจากนี้ ความรู้ความสามารถดังกล่าวจะทำให้นิสิตเป็นผู้มีทักษะการสื่อสาร  การทำงานเป็นหมู่คณะ  การแก้ปัญหา การบริหารความเสี่ยง  การคิดสร้างสรรค์  ตลอดถึงความรับผิดชอบทั้งต่อตนเองและต่อผู้อื่น ตามแนวทางการเรียนรู้ตลอดชีวิต เป็นคนที่สมบูรณ์  มีคุณธรรมจริยธรรม  มีระเบียบ วินัย ค่านิยมที่ดี มีจิตสาธารณะ และมีความสุข โดยมีสุขภาวะและสุขภาพที่ดี ครอบครัวอบอุ่น ตลอดจน เป็นคนเก่งที่มีทักษะความรู้ความสามารถและพัฒนาตนเองได้ต่อเนื่องตลอดชีวิต  ด้วยเหตุผลที่กล่าวมาข้างต้น บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย จึงเล็งเห็นความสำคัญอย่างยิ่งในการปรับปรุงและพัฒนาหลักสูตรพุทธศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาปรัชญา แล้วนำเสนอส่วนงานที่เกี่ยวข้องเพื่อเห็นชอบและดำเนินการในขั้นต่อไป

 

๑๓. ความสัมพันธ์กับหลักสูตรอื่นที่เปิดสอนในคณะ/ภาควิชาอื่นของสถาบัน

 

              ๑๓.๑ กลุ่มวิชา/รายวิชาในหลักสูตรนี้ที่เปิดสอนโดยคณะ/ภาควิชา/หลักสูตรอื่น

รายวิชาที่บัณฑิตวิทยาลัยกำหนดให้นิสิตต้องศึกษาในทุกสาขาวิชา คือ พุทธปรัชญา ตรรกศาสตร์เบื้องต้น จริยศาสตร์ ภาษาอังกฤษ วิปัสสนากรรมฐาน และสมถกรรมฐาน เป็นรายวิชาพื้นฐานที่จำเป็นต้องเรียนรู้เกี่ยวหลักคำสอนที่ปรากฏในคัมภีร์หลักทางพระพุทธศาสนาและวิชาการปรัชญาเพื่อความเข้าใจและใช้เป็นเครื่องมือสืบค้นงานวิจัยต่อไป

๑๓.๒  กลุ่มวิชา/รายวิชาในหลักสูตรที่เปิดสอนให้ภาควิชา/หลักสูตรอื่นต้องมาเรียน

ไม่มี

 ๑๓.๓  การบริหารจัดการหลักสูตร

๑๓.๓.๑ โครงการหลักสูตรพุทธศาสตรมหาบัณฑิต (พธ.ม.) สาขาวิชาปรัชญา          มีรูปแบบการบริหารโดยคณาจารย์ประจำหลักสูตร

๑๓.๓.๒ อาจารย์ประจำหลักสูตรพุทธศาสตรมหาบัณฑิต  สาขาวิชาปรัชญา  ควบคุมการดำเนินการเกี่ยวกับการจัดการเรียนการสอนเพื่อให้เป็นไปตามข้อกำหนดรายวิชา  โดยยึดหลักเกณฑ์การประเมินของ สกอ.

๑๓.๓.๓ อาจารย์ประจำหลักสูตร ทำหน้าที่ประสานงานกับอาจารย์ที่เกี่ยวข้องกับหลักสูตร  ตลอดทั้งอาจารย์ผู้สอน  เพื่อพิจารณาแนวสังเขปประจำวิชาและรายละเอียดประจำวิชา     การจัดการเรียนการสอน  การวัดผลและการประเมินผลการเรียน

 

หมวดที่ ๒

ข้อมูลเฉพาะของหลักสูตร

. ปรัชญา ความสำคัญ และวัตถุประสงค์ของหลักสูตร

              ๑.๑ ปรัชญาของหลักสูตร

ผลิตพุทธศาสตรมหาบัณฑิตสาขาวิชาปรัชญาให้เป็นผู้มีความใฝ่รู้  ใฝ่สร้างสรรค์ และมีวิสัยทัศน์กว้างไกล ให้เป็นนักคิด นักวิเคราะห์ นักวิจารณ์ นักวิพากษ์ และนักสังเคราะห์องค์ความรู้ทางปรัชญาและศาสนา โดยเฉพาะพุทธปรัชญา เพื่อพัฒนามนุษย์และสังคม

๑.๒ ความสำคัญของหลักสูตร

ความเจริญด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีได้ทำให้สังคมมนุษย์เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวมีผลกระทบอย่างมากต่อมนุษย์ในหลายด้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านความจริง  ความดี และความงามที่มนุษย์เคยยึดถือ  จึงส่งผลให้สังคมต้องเผชิญปัญหาที่ไม่สามารถจะแก้ไขได้ด้วยกฎหมายหรือระเบียบทางสังคม การจะแก้ไขปัญหาดังกล่าวจำเป็นจะต้องจัดการศึกษาให้มนุษย์เป็นผู้มีความสามารถรู้เท่าทันการเปลี่ยนแปลง  โดยวิเคราะห์  วิจารณ์  วิพากษ์เรื่องความจริง ความดี และความงาม  จนกระทั่งรู้จักแยกแยะคุณค่าที่สำคัญระหว่างมนุษย์กับมนุษย์ มนุษย์กับสังคม มนุษย์กับสิ่งแวดล้อม  และมนุษย์กับเทคโนโลยี  ซึ่งจะทำให้มนุษย์สามารถรู้และตัดสินใจว่าสิ่งใดควรทำ  สิ่งใดไม่ควรทำ  เพื่อการดำรงชีวิตอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุข  การศึกษาวิชาปรัชญาจึงมีความสำคัญต่อมนุษย์อย่างยิ่ง  เพราะวิชานี้สอนให้มนุษย์มีความรู้ในด้านความจริง  ความดี และความงาม  โดยเน้นการปลูกฝังศักยภาพในด้านการวิเคราะห์ วิจารณ์ วิพากษ์ และสังเคราะห์องค์ความรู้บนฐานของความจริง ความดี และความงาม  ผลที่ได้จากการศึกษาวิชานี้จะทำให้ผู้เรียนสามารถพัฒนาตนเองและสังคมให้มีความผาสุกอย่างยั่งยืนได้

.๓ วัตถุประสงค์ของหลักสูตร

๑.๓.๑  เพื่อผลิตพุทธศาสตรมหาบัณฑิต  สาขาวิชาปรัชญา ให้มีความใฝ่รู้ ใฝ่สร้างสรรค์ มีวิสัยทัศน์กว้างไกล และเป็นผู้มีเชี่ยวชาญวิชาการด้านปรัชญา โดยเฉพาะพุทธปรัชญาในคัมภีร์พระพุทธศาสนา

๑.๓.๒  เพื่อผลิตพุทธศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาปรัชญา ให้เป็นผู้มีความสามารถในการคิด วิเคราะห์ วิพากษ์ วิจารณ์ และสังเคราะห์องค์ความรู้ทางปรัชญาและศาสนาเข้ากับศาสตร์สมัยใหม่ได้

๑.๓.๓  เพื่อผลิตพุทธศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาปรัชญา ให้เป็นผู้มีความรู้ความสามารถในการศึกษา วิจัย ประยุกต์ และพัฒนาองค์ความรู้ทางปรัชญาและศาสนา เพื่อพัฒนาสังคม

๑.๓.๔  เพื่อผลิตพุทธศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาปรัชญา ให้เป็นผู้มีคุณธรรมจริยธรรม และเป็นต้นแบบที่ดีงามให้แก่สังคม

. แผนพัฒนาปรับปรุง

แผนการพัฒนา/เปลี่ยนแปลง กลยุทธ์ หลักฐาน/ตัวบ่งชี้
๑. พัฒนาปรับปรุงหลักสูตร ให้มีมาตรฐานตามที่ สกอ. กำหนดอย่างสม่ำเสมอ และสอดคล้องกับกรอบแผนอุดมศึกษาระยะยาว ๑๕ ปี ฉบับที่ ๒ (๒๕๕๑-๒๕๖๕) –    พัฒนาหลักสูตรโดยมีพื้นฐานจากหลักสูตรมาตรฐานคุณวุฒิระดับ อุดมศึกษาแห่งชาติ

–    ติดตามประเมินหลักสูตรทุกสิ้นปีการศึกษา

–  เอกสารปรับปรุงหลักสูตร

–  รายงานผลการประเมิน

หลักสูตร

๒. ปรับปรุงหลักสูตรให้สอดคล้องกับความต้องการขององค์กรภาครัฐและเอกชน –    ติดตามความเปลี่ยนแปลงในความต้องการขององค์กรภาครัฐและเอกชน

–    นำแนวคิดและเทคโนโลยีมาใช้ในการเรียนการสอนเพื่อเพิ่มศักยภาพการเรียนการสอน

–    ติดตามความพึงพอใจของผู้ใช้บัณฑิตหรือนายจ้างอย่างสม่ำเสมอ

–   รายงานผลประเมิน    ความพึงพอใจของผู้เรียน ต่อความรู้และความทันสมัยของหลักสูตร

–   รายงานผลการประเมินความพึงพอใจของผู้ใช้บัณฑิตหรือนายจ้าง

๓. พัฒนาบุคลากรด้านการเรียน การสอน การวิจัย และการบริการวิชาการให้สอดคล้องกับพันธกิจของมหาวิทยาลัย –    อาจารย์ทุกคน  โดยเฉพาะอาจารย์ใหม่ต้องเข้าอบรมเกี่ยวกับหลักสูตรการสอนรูปแบบต่างๆ และการวัดผลประเมินผล เพื่อให้มีความรู้ความสามารถในการประเมินผลตามกรอบมาตรฐานคุณวุฒิที่ผู้สอนจะต้องสามารถวัดและประเมินผลได้เป็นอย่างดี

–    สนับสนุนบุคลากรด้านการเรียนการสอนให้ทำงานบริการวิชาการแก่องค์กรภายนอก

–    ส่งเสริมให้มีการนำความรู้ทั้งจากภาคทฤษฎีและปฏิบัติ และงานวิจัยไปใช้จริงเพื่อทำประโยชน์ให้แก่องค์กร

–   รายชื่อบุคลากรและอาจารย์ ที่เข้ารับการอบรม

–   ปริมาณงานบริการวิชาการต่ออาจารย์ในหลักสูตร

–   รายงานผลประเมินความพึงพอใจของผู้ใช้บริการวิชาการ

–   จำนวนโครงการ/กิจกรรมที่เป็นประโยชน์ต่อชุมชนและความบรรลุผลสำเร็จ

 

หมวดที่ ๓ 
ระบบการจัดการศึกษา การดำเนินการ และโครงสร้างหลักสูตร

. ระบบการจัดการศึกษา

.๑ ระบบ

จัดการศึกษาระบบทวิภาค  โดยแบ่งเวลาการศึกษาในแต่ละปีการศึกษาออกเป็น  ๒ ภาคการศึกษาปกติ แต่ละภาคการศึกษามีเวลาศึกษาไม่น้อยกว่า ๑๖ สัปดาห์  และเป็นไปตามข้อบังคับมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย  ว่าด้วยการศึกษาระดับบัณฑิตศึกษา พ.ศ.๒๕๔๑ (ฉบับที่ ๖)   แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ.๒๕๕๘ จำนวนหน่วยกิตตลอดหลักสูตรไม่น้อยกว่า ๓๙ หน่วยกิต

.๒ การจัดการศึกษาภาคฤดูร้อน

คณะกรรมการประจำหลักสูตรอาจจะจัดการศึกษาภาคฤดูร้อนได้อีก ๑ ภาคการศึกษา  มีเวลาศึกษาไม่น้อยกว่า ๖ สัปดาห์  ที่เปิดการศึกษาภาคฤดูร้อน ให้กำหนดระยะเวลาและจำนวนหน่วยกิต โดยมีสัดส่วนเทียบเคียงกันได้กับการศึกษาภาคปกติ  หรือกำหนดตามระเบียบว่าด้วยการศึกษาภาคฤดูร้อนตามเกณฑ์มาตรฐานหลักสูตรระดับบัณฑิตศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ ๒๕๔๘ และตามระเบียบบัณฑิตวิทยาลัย  มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ว่าด้วยการศึกษาภาคฤดูร้อน พ.ศ. ๒๕๕๒

.๓ การเทียบเคียงหน่วยกิตในระบบทวิภาค

๑.๓.๑ รายวิชาที่กำหนดให้นิสิตฟังการบรรยายสัปดาห์ละ ๑ ชั่วโมง และศึกษานอกเวลาอีกไม่น้อยกว่าสัปดาห์ละ ๓ ชั่วโมงตลอดภาคการศึกษา ให้มีค่าเท่ากับ ๑ หน่วยกิต

๑.๓.๒ รายวิชาที่นิสิตใช้เวลาปฏิบัติการ อภิปราย หรือสัมมนาสัปดาห์ละ ๒ ถึง ๓ ชั่วโมง และเมื่อรวมเวลาศึกษานอกเวลาแล้ว นิสิตใช้เวลาไม่น้อยกว่าสัปดาห์ละ ๓ ชั่วโมง ตลอดภาคการศึกษา ให้มีค่าเท่ากับ ๑ หน่วยกิต

๑.๓.๓ รายละเอียดอื่นๆ ใดที่เกี่ยวกับระยะเวลาการศึกษา ให้นำข้อบังคับมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ว่าด้วยการศึกษาระดับบัณฑิตศึกษา พ.ศ.๒๕๔๑ และฉบับแก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. ๒๕๔๙ มาใช้โดยอนุโลม

. การดำเนินการหลักสูตร       

.๑ วันเวลาในการดำเนินการเรียนการสอน 

ให้มีระยะเวลาการศึกษา ตลอดหลักสูตรไม่น้อยกว่า ๔ ภาคการศึกษาปกติ (๒ ปี)   และไม่เกิน ๑๐ ภาคการศึกษาปกติ (๕ ปี)  โดยแบ่งเป็นภาคการศึกษา ดังนี้

ภาคการศึกษาที่ ๑         เดือนมิถุนายน – เดือนกันยายน

ภาคการศึกษาที่ ๒         เดือนพฤศจิกายน – เดือนมีนาคม

เรียนวันเวลาปกติ  คือ วันจันทร์ – วันศุกร์  และวันเสาร์

.๒ คุณสมบัติของผู้เข้าศึกษาและวิธีคัดเลือกผู้เข้าศึกษา

๒.๒.๑  คุณสมบัติของผู้เข้าศึกษา

๑) เป็นผู้สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีทุกสาขา หรือเทียบเท่าจากมหาวิทยาลัยหรือสถาบันอุดมศึกษาที่สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษารับรอง

๒)  ได้แต้มระดับคะแนนเฉลี่ยสะสมไม่ต่ำกว่า ๒.๕๐ จากระบบ ๔ ระดับคะแนน ยกเว้นผู้มีประสบการณ์ทำงานเป็นเวลาไม่น้อยกว่า ๒ ปี นับแต่สำเร็จการศึกษาหรือเปรียญธรรม ๙ ประโยค

๓)  ไม่เคยถูกลงโทษให้พ้นสภาพการเป็นนิสิตบัณฑิตวิทยาลัย

๔)  ผ่านการสอบวัดความรู้ภาษาอังกฤษ และได้ผลการสอบตามที่มหาวิทยาลัยกำหนด

๒.๒.๒  วิธีคัดเลือกผู้เข้าศึกษา

๑) บัณฑิตวิทยาลัยจะดำเนินการคัดเลือกผู้สมัครเข้าศึกษา โดยแต่งตั้งคณะกรรมการสอบคัดเลือกผู้สมัครเข้าศึกษาในแต่ละปีการศึกษา ผู้สมัครต้องผ่านกระบวนการสอบคัดเลือกตามที่บัณฑิตวิทยาลัยกำหนด

๒) วิธีคัดเลือกอื่นๆ ให้นำข้อบังคับมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยว่าด้วยการศึกษาระดับบัณฑิตศึกษา พ.ศ.๒๕๔๑ และฉบับแก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. ๒๕๔๙ มาใช้โดยอนุโลม

.๓ ปัญหาของนิสิตแรกเข้า

ปัญหาการปรับตัวในการเรียนระดับบัณฑิตศึกษา ปัญหาทักษะด้านภาษาอังกฤษ และปัญหาความรู้พื้นฐานในสาขาวิชาปรัชญา

.๔ กลยุทธ์ในการดำเนินการเพื่อแก้ไขปัญหา/ข้อจำกัดของนิสิต

ปัญหาของนิสิตแรกเข้า กลยุทธ์ในการดำเนินการแก้ไขปัญหา
– ปัญหาการปรับตัวในการเรียนระดับ

บัณฑิตศึกษา

– กำหนดให้มีอาจารย์ที่ปรึกษาเพื่อให้คำปรึกษาแก่นิสิต

– ประชุมนิสิตในแต่ละภาคการศึกษาเพื่อติดตามและให้

คำปรึกษา ด้านการปรับตัว

– ขาดทักษะการใช้ภาษาอังกฤษ – ส่งเสริมการเรียนวิชาภาษาอังกฤษพื้นฐาน ที่สถาบันภาษา

มจร.

–  ปัญหาความรู้พื้นฐานในสาขาวิชาปรัชญา

 

– ลงทะเบียนเรียนวิชาปรับพื้นฐาน ๑ รายวิชา คือ

๖๐๓ ๓๒๕  การใช้เหตุผลทางปรัชญา ๑

 

     .๕ แผนการรับนิสิตและจำนวนผู้สำเร็จการศึกษาในระยะเวลา ๕ ปี               

           [บัณฑิตวิทยาลัย(ส่วนกลาง)]

ชั้นปี

ปีการศึกษา

จำนวนนิสิต(รูป/คน)
๒๕๖๐ ๒๕๖๑ ๒๕๖๒ ๒๕๖๓ ๒๕๖๔
ชั้นปีที่ ๑ ๒๐ ๒๐ ๒๐ ๒๐ ๒๐
ชั้นปีที่ ๒ ๒๐ ๒๐ ๒๐ ๒๐
รวม ๒๐ ๔๐ ๔๐ ๔๐ ๔๐
จำนวนนิสิตที่คาดว่าจะสำเร็จการศึกษา ๒๐ ๒๐ ๒๐

 

.๖ งบประมาณตามแผน  [บัณฑิตวิทยาลัย (ส่วนกลาง)]

          ก. งบประมาณรายรับ (หน่วย : บาท) (สำหรับพระภิกษุและคฤหัสถ์)*

รายละเอียดรายรับ ประมาณรายรับในปีงบประมาณ (พ.ศ.๒๕๖๐-๒๕๖๔)**
๒๕๖๐ ๒๕๖๑ ๒๕๖๒ ๒๕๖๓ ๒๕๖๔
ค่าขึ้นทะเบียนเป็นนิสิตใหม่ (๑,๕๐๐ บ.)    ๓๐,๐๐๐    ๖๐,๐๐๐    ๖๐,๐๐๐    ๖๐,๐๐๐    ๖๐,๐๐๐
ค่าบัตรประจำตัวนิสิต (๒๐๐ บ.)      ๔,๐๐๐ ๘,๐๐๐ ๘,๐๐๐ ๘,๐๐๐ ๘,๐๐๐
ค่าบำรุงสิ่งอำนวยความสะดวก (๑,๕๐๐ บ.)    ๓๐,๐๐๐ ๖๐,๐๐๐ ๖๐,๐๐๐ ๖๐,๐๐๐ ๖๐,๐๐๐
ค่ากิจกรรมนอกสถานที่ (๑,๐๐๐ บ.) ๒๐,๐๐๐ ๔๐,๐๐๐ ๔๐,๐๐๐ ๔๐,๐๐๐ ๔๐,๐๐๐
ค่าบำรุงกิจกรรมปฏิบัติธรรม (๒,๐๐๐ บ.) ๔๐,๐๐๐ ๘๐,๐๐๐ ๘๐,๐๐๐ ๘๐,๐๐๐ ๘๐,๐๐๐
ค่าลงทะเบียนรายวิชา (๑,๐๐๐ บ./๙ นก./๒ เทอม) ๓๖๐,๐๐๐ ๗๒๐,๐๐๐ ๗๒๐,๐๐๐ ๗๒๐,๐๐๐ ๗๒๐,๐๐๐
ค่าบำรุงการศึกษา (๔,๐๐๐*๒ เทอม/คน) ๑๖๐,๐๐๐ ๓๒๐,๐๐๐ ๓๒๐,๐๐๐ ๓๒๐,๐๐๐ ๓๒๐,๐๐๐
ค่าประกันอุบัติเหตุ (๓๐๐ บ./ปี) ๖,๐๐๐ ๑๒,๐๐๐ ๑๒,๐๐๐ ๑๒,๐๐๐ ๑๒,๐๐๐
ค่าบำรุงห้องสมุด (๕๐๐ บ.*๒ เทอม/คน) ๒๐,๐๐๐ ๔๐,๐๐๐ ๔๐,๐๐๐ ๔๐,๐๐๐ ๔๐,๐๐๐
ค่าบริการเทคโนโลยีสารสนเทศ (๑,๐๐๐บ.*๒ เทอม/คน) ๔๐,๐๐๐ ๘๐,๐๐๐ ๘๐,๐๐๐ ๘๐,๐๐๐ ๙๐,๐๐๐
ค่าบำรุงห้องพยาบาล (๑๐๐ บ.*๒ เทอม/คน) ๔,๐๐๐ ๘,๐๐๐ ๘,๐๐๐ ๘,๐๐๐ ๘,๐๐๐
ค่านิตยสาร วารสาร สิ่งพิมพ์ (๓๐๐ บ.*๒ เทอม/คน) ๑๒,๐๐๐ ๒๔,๐๐๐ ๓๔,๐๐๐ ๒๔,๐๐๐ ๒๔,๐๐๐
ค่าบำรุงกิจกรรมนิสิต (๕๐๐ บ.*๒ เทอม/คน) ๒๐,๐๐๐ ๒๐,๐๐๐ ๒๐,๐๐๐ ๒๐,๐๐๐ ๒๐,๐๐๐
ค่าขึ้นทะเบียนรับปริญญา (๒,๐๐๐ บ.) ๔๐,๐๐๐ ๔๐,๐๐๐ ๔๐,๐๐๐
รวมรายรับทั้งหมด ๕๔๖,๐๐๐ ๙๙๙,๐๐๐ ,๔๗๙,๐๐๐ ,๔๗๙,๐๐๐ ,๔๗๙,๐๐๐

* ที่มา:    ประกาศมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตขอนแก่น เรื่อง ค่าธรรมเนียมการศึกษาระดับ

บัณฑิตศึกษา พ.ศ. ๒๕๕๙

** ประมาณการค่าใช้จ่ายต่อหัวในการผลิตมหาบัณฑิต ปีการศึกษาละ ๓๖,๔๐๐ บาท

   ข. งบประมาณรายจ่าย (หน่วย: บาท)

รายการจ่าย ประมาณความต้องการในปีงบประมาณ
๒๕๖๐ ๒๕๖๑ ๒๕๖๒ ๒๕๖๓ ๒๕๖๔
งบดำเนินการ

ค่าตอบแทน

         
๑)     ค่าตอบแทนกรรมการควบคุมวิทยานิพนธ์

(๑,๒๐๐ บ. X ๕ คน/นิสิต ๑ คน)*

 

๙๐,๐๐๐

 

๙๐,๐๐๐

 

๙๐,๐๐๐

 

๙๐,๐๐๐

 

๙๐,๐๐๐

๒)     ค่าตอบแทนกรรมการพิจารณาหัวข้อและโครงร่างวิทยานิพนธ์ (๗๐๐ บ. X ๕ คน/นิสิต ๑ คน)**  

๕๒,๕๐๐

 

๕๒,๕๐๐

 

๕๒,๕๐๐

 

๕๒,๕๐๐

 

๕๒,๕๐๐

๓)     ค่าตอบแทนกรรมการตรวจสอบวิทยานิพนธ์

(๑,๒๐๐ บ. X ๕ คน/นิสิต ๑ คน)***

 

๙๐,๐๐๐

 

๙๐,๐๐๐

 

๙๐,๐๐๐

 

๙๐,๐๐๐

 

๙๐,๐๐๐

๔)   ค่าตอบแทนอาจารย์ (ภายใน) บรรยายแก่นิสิต ๕๐,๐๐๐ ๕๐,๐๐๐ ๕๐,๐๐๐ ๕๐,๐๐๐ ๕๐,๐๐๐
๕)   ค่าตอบแทนอาจารย์บรรยายพิเศษ ๘๐,๐๐๐ ๘๐,๐๐๐ ๘๐,๐๐๐ ๘๐,๐๐๐ ๘๐,๐๐๐
ค่าพาหนะแก่อาจารย์ (ภายนอก) ที่บรรยายพิเศษ ๕๐,๐๐๐ ๕๐,๐๐๐ ๕๐,๐๐๐ ๕๐,๐๐๐ ๕๐,๐๐๐
ค่าจัดซื้อหนังสือ วารสาร และตำรา ๓๐,๐๐๐ ๓๐,๐๐๐ ๓๐,๐๐๐ ๓๐,๐๐๐ ๓๐,๐๐๐
ค่าวัสดุอุปกรณ์การเรียนการสอน ๒๐,๐๐๐ ๒๐,๐๐๐ ๒๐,๐๐๐ ๒๐,๐๐๐ ๒๐,๐๐๐
งบลงทุน          
– ค่าครุภัณฑ์ ๕๐,๐๐๐ ๕๐,๐๐๐ ๕๐,๐๐๐ ๕๐,๐๐๐ ๕๐,๐๐๐
รวมรายจ่ายทั้งหมด ๕๑๒,๕๐๐ ๕๑๒,๕๐๐ ๕๑๒,๕๐๐ ๕๑๒,๕๐๐ ๕๑๒,๕๐๐


.๗ ระบบการศึกษา

          ระบบชั้นเรียน

๒.๘ การเทียบโอนหน่วยกิตรายวิชา และการลงทะเบียนข้ามสถาบัน

ไม่มี

หลักสูตรและอาจารย์ผู้สอน

              ๓.๑ หลักสูตร

                    ๓..๑ จำนวนหน่วยกิต

จำนวนหน่วยกิต ตลอดหลักสูตร ๓๙ หน่วยกิต  ศึกษารายวิชาไม่น้อยกว่า ๒๗ หน่วยกิต และทำวิทยานิพนธ์ซึ่งมีค่าเทียบได้ ๑๒ หน่วยกิต  ใช้ระยะเวลาในการศึกษาตลอดหลักสูตร อย่างน้อย ๔ ภาคการศึกษาปกติ(๒ปี) และอย่างมากไม่เกิน ๑๐ ภาคการศึกษาปกติ( ไม่เกิน ๕ปี)

                    ๓..๒ โครงสร้างหลักสูตร

หมวดวิชา จำนวนหน่วยกิต
๑. หมวดวิชาบังคับ  
    ๑.๑ นับหน่วยกิต
    ๑.๒ ไม่นับหน่วยกิต (๑๘)
๒. หมวดวิชาเอก  
    ๑.๑ นับหน่วยกิต ๑๒
    ๑.๒ ไม่นับหน่วยกิต (๓)
๓. หมวดวิชาเลือก
๔. หมวดวิชาพื้นฐาน (๒)
๕. วิทยานิพนธ์ ๑๒
รวมทั้งสิ้น ๓๙

 

          ๓..๓ รายวิชาในหลักสูตร

                    รหัสวิชา

ความหมายของเลขรหัสประจำวิชาในหลักสูตรพุทธศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาปรัชญา

ประกอบด้วยเลข  ๖ หลัก มีความหมายดังนี้

๑. เลข ๓ ตัวแรก  =  ตัวที่ ๑ แสดงคณะ ตัวที่ ๒-๓ แสดงสาขาวิชา/ภาควิชา

๒. เลข ๓ ตัวหลัง  =  ตัวที่ ๑ แสดงภาคการศึกษา  ตัวที่ ๒-๓ แสดงชื่อวิชา

    (หมวดวิชาบังคับ  ๙ หน่วยกิต  นิสิตต้องศึกษาวิชาบังคับ ๙ หน่วยกิต

วิชาบังคับแบบนับหน่วยกิต

๖๐๐ ๑๒๐       พุทธปรัชญา                                            ๓ (๓-๐-๙)

Buddhist Philosophy

๖๐๐ ๑๒๑       พุทธปรัชญาในพระไตรปิฎก                            ๓ (๓-๐-๙)

                                Buddhist Philosophy in Tipitaka

๖๐๓ ๒๐๓       ระเบียบวิธีวิจัยทางปรัชญา                             ๓ (๓-๐-๙)

Research Methodology in Philosophy

     วิชาบังคับแบบไม่นับหน่วยกิต นิสิตต้องศึกษาจำนวน ๑๕ หน่วยกิต

๖๐๐ ๑๐๔       ภาษาอังกฤษ                                           (๓) (๓-๐-๙)

English

๖๐๐ ๒๐๕       กรรมฐาน                                               (๓) (๓-๓-๙)

Buddhist Meditation

๖๐๐ ๔๐๑       สัมมนาวิทยานิพนธ์                                          (๓) (๓-๐-๙)

Seminar on Thesis

๑๐๒ ๓๐๒       การใช้ภาษาบาลี ๑                                     (๓) (๓-๐-๖)

Usage of Pali I

๑๐๒ ๓๐๖       การใช้ภาษาบาลี ๒                                     (๓) (๓-๐-๖)

Usage of Pali II

 

 () หมวดวิชาเอก  ๑๒  หน่วยกิต  นิสิตต้องศึกษาวิชาเอกปรัชญา  ๑๒ หน่วยกิต

ก. วิชาเอกแบบนับหน่วยกิต

๖๐๓ ๑๐๖       อภิปรัชญาวิเคราะห์                                    ๓ (๓-๐-๙)

Analytic Metaphysics

๖๐๓ ๒๐๘       จริยศาสตร์วิเคราะห์                                    ๓ (๓-๐-๙)

Analytic Ethics

๖๐๓ ๓๐๗       ญาณวิทยาวิเคราะห์                                    ๓ (๓-๐-๙)

Analytic Epistemology

๖๐๓ ๓๑๕       สุนทรียศาสตร์                                          ๓ (๓-๐-๙)

Aesthetics

 

ข. วิชาเอกแบบไม่นับหน่วยกิตต้องศึกษาในรายวิชาเอกแบบไม่นับหน่วยกิต  ๓  หน่วยกิต

๘๐๒ ๒๐๙       สัมมนาปัญหาปรัชญาศาสนา                           (๓)  (๓-๐-๙)

Seminar on Problems of Philosophy of Religions

 

(๓) หมวดวิชาเลือกไม่น้อยกว่า ๖ หน่วยกิต (โดยเลือกศึกษาจากรายวิชาต่อไปนี้)

๖๐๓ ๓๑๑       ตรรกศาสตร์สัญลักษณ์                                 ๓ (๓-๐-๙)

Symbolic Logic

๖๐๓ ๓๑๔       ปรัชญาการเมือง                                        ๓ (๓-๐-๙)

Political Philosophy

๖๐๓ ๓๑๗       ปรัชญาวิทยาศาสตร์                                   ๓ (๓-๐-๙)

Philosophy of Science

๖๐๓ ๓๑๘       ปรัชญาการศึกษา                                      ๓ (๓-๐-๙)

Philosophy of Education

         ๖๐๓ ๓๒๑       จริยศาสตร์ธุรกิจ                                       ๓ (๓-๐-๙)

Business Ethics

๖๐๓ ๓๒๒       ปรัชญาปรากฏการณ์วิทยาและอัตถิภาวนิยม         ๓ (๓-๐-๙)

Philosophy of Phenomenology and Existentialism

๖๐๓ ๓๒๓       ปรัชญาอินเดียร่วมสมัย                                 ๓ (๓-๐-๙)

Contemporary Indian Philosophy

๖๐๓ ๓๒๔       ปรัชญาจีน                                              ๓ (๓-๐-๙)

Chinese Philosophy

 

          () หมวดวิชาพื้นฐาน  นิสิตผู้สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีในสาขาวิชาอื่น ที่ไม่ใช่สาขาวิชาปรัชญา จะต้องลงทะเบียนศึกษารายวิชาเพิ่มเติมอีก ๑ รายวิชา โดยไม่นับหน่วยกิต

๖๐๓ ๓๒๕       การใช้เหตุผลทางปรัชญา ๑                             ๓ (๓-๐-๙)

Philosophical Reasoning 1

 

           () วิทยานิพนธ์         ๑๒   หน่วยกิต

๖๐๓ ๔๐๐       วิทยานิพนธ์                                             ๑๒(๐-๐-๖)

                                      Thesis

 

          ..๔  แผนการศึกษา

 

ภาคเรียน รหัสวิชา/รายวิชา หน่วยกิต

(ทฤษฎี-ปฏิบัติ-ศึกษาด้วยตนเอง)

วิชาบังคับ

๖๐๐ ๑๒๐    พุทธปรัชญา

๖๐๐ ๑๒๑    พุทธปรัชญาในพระไตรปิฎก

บังคับไม่นับหน่วย                  

๖๐๓ ๓๒๕    การใช้เหตุผลทางปรัชญา ๑                  (สำหรับผู้ไม่มีพื้นฐานปรัชญา)

วิชาเอก

๖๐๓ ๑๐๖    อภิปรัชญาวิเคราะห์

๑๐๒ ๓๐๒    การใช้ภาษาบาลี ๑

 

 

 

 

(๓)

(๒)

  รวม

 

ภาคเรียน รหัสวิชา/รายวิชา หน่วยกิต

(ทฤษฎี-ปฏิบัติ-ศึกษาด้วยตนเอง)

วิชาบังคับ

๖๐๓ ๒๐๓       ระเบียบวิธีวิจัยทางปรัชญา

๖๐๐ ๒๐๕       กรรมฐาน

วิชาเอก

๖๐๓ ๒๐๘       จริยศาสตร์วิเคราะห์

วิชาเลือก

๑๐๒ ๓๐๖       การใช้ภาษาบาลี ๒

 

(๓)

 

 

  รวม
ภาคเรียน รหัสวิชา/รายวิชา หน่วยกิต

(ทฤษฎี-ปฏิบัติ-ศึกษาด้วยตนเอง)

วิชาเอก

๖๐๐ ๓๐๗       ญาณวิทยาวิเคราะห์

๖๐๓ ๓๑๕       สุนทรียศาสตร์

วิชาเลือก        

เลือกศึกษาจากหมวดวิชาเลือกจำนวน ๑ รายวิชา  

 

 

  รวม

 

ภาคเรียน รหัสวิชา/รายวิชา หน่วยกิต

(ทฤษฎี-ปฏิบัติ-ศึกษาด้วยตนเอง)

วิชาบังคับไม่นับหน่วยกิต

๖๐๐ ๔๐๑   สัมมนาวิทยานิพนธ์

วิชาเอก (ไม่นับหน่วยกิต)

๘๐๒ ๒๐๙   สัมมนาปัญหาปรัชญาศาสนา

วิชาบังคับ

๖๐๓ ๔๐๐   วิทยานิพนธ์

วิชาเลือก

เลือกจากหมวดวิชาเลือก จำนวน ๑ รายวิชา

 

(๓)

 

(๓)

 

๑๒

 

(๓)

  รวม ๑๒
  รวมตลอดหลักสูตร ๓๙ หน่วยกิต

 

..๓  คำอธิบายรายวิชา

 

          () หมวดวิชาบังคับ

               ก. วิชาบังคับ (แบบนับหน่วยกิต)

 

๖๐๐ ๑๒๐      พุทธปรัชญา                                           ()

                                      Buddhist Philosophy

ศึกษาประวัติและพัฒนาการของแนวคิดในพุทธปรัชญาสำนักต่างๆ คือ เถรวาท สรวาสติวาท เสาตรานติกะ มาธยมิก โยคาจาร สุขาวดี อวตังสกะ และพุทธตันตระ เปรียบเทียบแนวความคิดหลักของสำนักปรัชญาเหล่านี้ทั้งในแง่ อภิปรัชญา ญาณวิทยา และจริยศาสตร์

 

 

 

 

 

๖๐๐ ๑๒๑      พุทธปรัชญาในพระไตรปิฎก                          ()

Buddhist Philosophy in Tipitaka

วิชานี้เน้นการศึกษาแนวคิดสำคัญทางปรัชญาเรื่อง อัตตา อนัตตา จิต เจตสิก รูป นิพพาน สวรรค์ นรก ความดี ความชั่ว สังคม รัฐ และการปกครอง โดยอาศัยกรอบแนวคิดหลัก คือ อภิปรัชญา ญาณวิทยา จริยศาสตร์ และสุนทรียศาสตร์  ในพระไตรปิฎกของพระพุทธศาสนาเถรวาท

 

๖๐๓ ๒๐๓      ระเบียบวิธีวิจัยทางปรัชญา                           ()

                                      Research Methodology in Philosophy

ศึกษาหลักการและวิธีการวิจัย  กระบวนการและขั้นตอนของการวิจัย การรวบรวมเอกสารและวิเคราะห์ข้อมูล  ลักษณะและประเภทของงานวิจัยทางปรัชญา โดยเฉพาะด้านคุณภาพซึ่งเหมาะกับสาขาวิชาปรัชญา เช่น การเลือกหัวข้อวิจัยทางปรัชญา การตั้งคำถามเพื่อการวิจัย การค้นคว้าและรวบรวมข้อมูล การวิเคราะห์ข้อมูล และการเขียนรายงานการวิจัย

 

              . วิชาบังคับ (แบบไม่นับหน่วยกิต)

๖๐๐ ๑๐๔      ภาษาอังกฤษ                                                    ()()    

English

ศึกษาและฝึกการใช้ภาษาอังกฤษ ให้เกิดความชำนาญทั้ง ๔ ด้าน คือ  ด้านการเขียน การพูด การอ่าน การฟัง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเน้นการอภิปรายในหัวข้อคำสอนของพระพุทธศาสนา เช่น  ศีล ๕ พระรัตนตรัย ไตรลักษณ์ อริยสัจ ๔ อริยมรรคมีองค์ ๘ ปฏิจจสมุปบาท กรรมและการเกิดใหม่

 

๖๐๐ ๒๐๕      กรรมฐาน                                               () ()

                                      Buddhist Meditation

ศึกษาหลักสมถกรรมฐานและวิปัสสนากรรมฐานที่ปรากฏในคัมภีร์พระไตรปิฎก โดยเน้นศึกษาสติปัฏฐาน ๔  รวมทั้งรูปแบบการปฏิบัติกรรมฐานของสำนักต่างๆ ในสังคมไทย ลำดับขั้นตอนของการเจริญกรรมฐาน และผลที่เกิดจากการเจริญกรรมฐาน ได้แก่ สมาบัติ ๘ และวิปัสสนาญาณ ๑๖ เป็นต้น

 

๖๐๐ ๔๐๑       สัมมนาวิทยานิพนธ์                                    () ()

                                      Seminar on Thesis

สัมมนาเชิงปฏิบัติการเกี่ยวกับเทคนิคการเขียนวิทยานิพนธ์  การวิเคราะห์และการสังเคราะห์ข้อมูล การตีความในเชิงพรรณนา การอ้างอิง การเขียนบทความวิจัย รูปแบบและวิธีการนำเสนอวิทยานิพนธ์

 

๑๐๒ ๓๐๒       การใช้ภาษาบาลี ๑                                    ()  ()

                   Usage of Pali I

ศึกษาภาษาบาลี โดยเน้นแนวคิดทางปรัชญา เช่น แนวคิดอภิปรัชญา แนวคิดญาณวิทยา แนวคิดจริยศาสตร์ เป็นต้น ที่ปรากฏในหนังสือธรรมบท ๘ ภาค

                           

๑๐๒ ๓๐๖       การใช้ภาษาบาลี ๒                                    ()  ()

                   Usage of Pali II

ศึกษาภาษาบาลี โดยเน้นแนวคิดทางปรัชญา เช่น แนวคิดอภิปรัชญา แนวคิดญาณวิทยา แนวคิดจริยศาสตร์ เป็นต้น ที่ปรากฏในหนังสือมังคลัตถทีปนีและวิสุทธิมรรค

 

          () หมวดวิชาเอก

ก. หมวดวิชาเอกแบบนับหน่วยกิต

 

๖๐๓ ๑๐๖       อภิปรัชญาวิเคราะห์                                   ()

                                      Analytic Metaphysics

ศึกษาแนวคิดทางอภิปรัชญาหรือทฤษฎีความเป็นจริงในปรัชญาตะวันตกและตะวันออก เช่น แนวคิดของเพลโต้ อริสโตเติล วัตถุนิยม (Materialism) จิตนิยม (Idealism) ปฏิบัตินิยม (Pragmatism) สัจนิยม (Realism) ปฏิฐานนิยมเชิงตรรกะ (Logical Positivism) อภิปรัชญาเชน  โยคาจาร อภิปรัชญาในพุทธปรัชญา ปัญหาเรื่องเสรีภาพกับความรับผิดชอบทางศีลธรรม : ทัศนะของนิยัตินิยม (Determinism) อนิยัตินิยม (Indeterminism) และทัศนะประนีประนอม (Compatibility) ปัญหาเรื่องเวลาว่าเวลามีจริงหรือไม่ (Is time real?) ความเป็นจริง (Reality) ในพุทธปรัชญาสำนักมัธยมิก (Madhyamika) ความเป็นจริง (Reality) ในพุทธปรัชญาสำนักโยคาจาร

 

๖๐๓ ๒๐๘       จริยศาสตร์วิเคราะห์                                   ()

                                      Analytic Ethics

ศึกษาทฤษฎีจริยศาสตร์ในปรัชญาตะวันตก เช่น ประโยชน์นิยม (Utilitarianism) กรณียธรรม (Deontology) อัตตนิยม (Egoism) เน้นศึกษาแนวคิดเรื่องความดีสูงสุดของชีวิต เกณฑ์ตัดสินความดี (Good) ความชั่ว (Bad) ความถูก (Right) ความผิด (Wrong)  นอกจากนี้ยังศึกษาอภิจริยศาสตร์ (Metaethics) และศึกษาทฤษฎีจริยศาสตร์ในปรัชญาตะวันออก  เช่น พุทธจริยศาสตร์ จริยศาสตร์ของเชน เป็นต้น  พร้อมกับวิเคราะห์ประเด็นปัญหาทางจริยศาสตร์ร่วมสมัย เช่น ปัญหาการทำแท้ง การฆ่าตัวตาย การุณยฆาต การตัดสินประหารชีวิต การทำสำเนาพันธุกรรม (Cloning) และการวิจัยเซลล์ต้นแบบ (Stem Cell Research) โดยวิเคราะห์เปรียบเทียบกับแนวคิดทางจริยศาสตร์ในพุทธปรัชญา

 

๖๐๓ ๓๐๗      ญาณวิทยาวิเคราะห์                                   ()

                                      Analytic Epistemology

ศึกษาแนวคิดเรื่องความรู้หรือทฤษฎีความรู้ของปรัชญาตะวันตกและตะวันออกสำนักต่างๆ ในประเด็นเรื่องธรรมชาติของความรู้ ที่มาของความรู้  มาตรฐานในการตัดสินความรู้ ลักษณะของความเชื่อและความมั่นใจ โดยเปรียบเทียบกับญาณวิทยาในพุทธปรัชญา

 

 

 

 

๖๐๓ ๓๑๕       สุนทรียศาสตร์                                         ()

                                      Aesthetics

ศึกษาทฤษฎีทางสุนทรียศาสตร์ตะวันตกและตะวันออก เช่น ทฤษฎีอัตวิสัย (Subjective) ปรวิสัย (Objective) สัมพัทธวิสัย (Relativism) อารมณ์นิยม (Emotionalism) พร้อมทั้งเกณฑ์ตัดสินทางสุนทรียะ ประสบการณ์สุนทรียะ โดยศึกษาแนวคิดเรื่องความงามผ่านภาพจิตรกรรม ประติมากรรม ศิลปกรรมคีตศิลป์ ทัศนศิลป์ (Visual arts) รวมทั้งวัตถุสุนทรียะ ศิลปวิจารณ์ และศิลปวิจักษ์

 

              .  หมวดวิชาเอกไม่นับหน่วยกิต

 

๘๐๒ ๒๐๙       สัมมนาปัญหาปรัชญาศาสนา                        () ()

                                      Seminar on Problems of Philosophy of Religions

สัมมนาปัญหาทางปรัชญาศาสนา เช่น ปัญหาเกี่ยวกับพระเป็นเจ้า กรรมและนิพพาน ภาษาศาสนา ประสบการณ์ทางศาสนา สัญลักษณ์ทางศาสนา ความเชื่อและความจริงทางศาสนากับความรู้ทางวิทยาศาสตร์ ทั้งนี้ นิสิตต้องกำหนดประเด็นที่เกี่ยวข้องกับรายวิชาอย่างน้อย ๓ ประเด็น แล้วจัดทำโครงร่างรายงาน ดำเนินการศึกษา รวบรวมข้อมูลวิเคราะห์ข้อมูล และเสนอผลการศึกษา โดยความเห็นชอบของอาจารย์ประจำวิชา

 

          () หมวดวิชาเลือก  นิสิตต้องศึกษาในรายวิชาเลือกไม่น้อยกว่า ๖ หน่วยกิต

 

๖๐๓ ๓๑๑       ตรรกศาสตร์สัญลักษณ์                                ()

                                      Symbolic Logic

ศึกษาความหมาย ลักษณะ และประเภทของตรรกศาสตร์สัญลักษณ์ ความหมายของญัตติ (Proposition) ชนิดของญัตติ ค่าความจริง (Truth Value) การอ้างเหตุผล (Argument)  และความสมเหตุสม ผล (Validity) การทำสัญลักษณ์ การใช้ ตารางความจริงและวิธีพิสูจน์ ความสมเหตุสมผลชนิดต่าง ๆ เช่น วิธีนิรนัยธรรมชาติ (Natural Deduction) วิธีพิสูจน์โดยการสมมติเงื่อนไข (Conditional Proof) และวิธีพิสูจน์โดยอ้อม (Indirect Proof)

 

๖๐๓ ๓๑๔       ปรัชญาการเมือง                                       ()

                                      Political Philosophy

ศึกษาแนวคิดทางการเมือง เช่น แนวคิดเรื่องรัฐ แนวคิดเรื่องรัฐาธิปัตย์ แนวคิดเรื่องเสรีภาพ แนวคิดเรื่องการออกกฎหมาย แนวคิดเรื่องประชาธิปไตย แนวคิดเรื่องธรรมาธิปไตย แนวคิดเรื่องสังคมนิยม แนวคิดเรื่องเผด็จการนิยม แนวคิดเรื่องธัมมิกสังคมนิยม โดยเลือกแนวคิดสำคัญของนักปรัชญา เช่น ขงจื่อ พลาโต อาริสโตเติล โธมัส ฮอบส์ จอห์น ล็อค ฌอง-ฌักส์ รุสโซ  มาเคียเวลลี คาร์ล มาร์กซ์  มหาตมะ คานธี ดร.อัมเบกการ์ พุทธทาสภิกขุ

 

 

 

๖๐๓ ๓๑๗       ปรัชญาวิทยาศาสตร์                                  ()

                                      Philosophy of Science

ศึกษาแนวคิดทางปรัชญาที่เป็นรากฐานของวิทยาศาสตร์  โดยเฉพาะปรัชญาสำนักปฏิฐานนิยมเชิงตรรกะ (Logical Positivism) ของกลุ่มเวียนนา (Vienna Circle) สำนักประสบการณ์นิยม (Empiricism) และปรัชญาฟิสิกส์ใหม่ เช่น ทฤษฎีควอนตัมฟิสิกส์ ทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไป (General Theory of Relativity) และทฤษฎีสัมพัทธภาพ (Theory of Relativity) ของอัลเบิร์ต ไอส์ไตน์

 

๖๐๓ ๓๑๘       ปรัชญาการศึกษา                                     ()

                                      Philosophy of Education

ศึกษาแนวคิดทางปรัชญาในฐานะเป็นรากฐานการศึกษา การจัดหลักสูตรและระบบการศึกษาที่สัมพันธ์กับอุดมคติของชีวิต การเรียนรู้ และการพัฒนามนุษย์ เช่น ปรัชญาการศึกษาสำนักปฏิบัตินิยม (Pragmatism) สำนักอัตถิภาวนิยม (Existentialism)  สำนักสารัตถนิยม (Essentialism) และปรัชญาการศึกษาที่มีอิทธิพลต่อการศึกษาในโลกปัจจุบัน รวมทั้งปรัชญาการศึกษาของพุทธปรัชญา

 

         ๖๐๓ ๓๒๑       จริยศาสตร์ธุรกิจ                                       ๓ (๓-๐-๙)

                             Business Ethics 

ศึกษาแนวคิดเกี่ยวกับปรัชญาธุรกิจ ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เป้าหมายและคุณค่าสูงสุดของการทำธุรกิจ โดยเน้นจริยศาสตร์ธุรกิจในทัศนะของนักปรัชญาตะวันตก เช่น คาร์ล มาร์กซ์ อดัม สมิท  เป็นต้น จริยศาสตร์ธุรกิจในพุทธจริยศาสตร์ ธุรกิจทุนนิยม ธุรกิจเสรีนิยม ธุรกิจสังคมนิยม ความรับผิดชอบต่อสังคมขององค์กร จริยศาสตร์ธุรกิจกับสิ่งแวดล้อม จริยศาสตร์กับเครือข่ายออนไลน์ จริยศาสตร์คอมพิวเตอร์ เทคโนโลยีและการสื่อสาร

 

         ๖๐๓ ๓๒๒       ปรัชญาปรากฏการณ์วิทยาและอัตถิภาวนิยม       ๓ (๓-๐-๙)

Philosophy of Phenomenology and Existentialism         

ศึกษาวิเคราะห์แนวคิดทางปรัชญาที่สำคัญของนักคิดกลุ่มอัตถิภาวนิยม เช่น ปรัชญาของเซอเรน เกียร์เกการ์ด  เฟดริก นิตส์เช คาร์ล จัสเปิร์ส  มาร์ติน ไฮเดกเกอร์   อัลแบรต์  กามูส์  และฌอง-ปอล ซาตร์ และศึกษาแนวความคิดสำคัญในปรากฏการณ์วิทยา เช่น การมุ่งอารมณ์ (Intentionality) สารัตถะ การลดทอน (Reduction) อัตตาเชิงอุตรวิสัย (Transcendental Ego)   ในปรัชญาของ ฟรันซ์ เบรนทาโน เอดมุนด์ฮุสเซิร์ล มาร์ติน ไฮเดกเกอร์ แมร์โล ปองตี และฌอง-ปอล ซาตร์  ทั้งนี้ ให้วิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างปรากฏการณ์วิทยากับอัตถิภาวนิยม เพื่อให้เห็นพัฒนาการทางด้านแนวคิดด้วย

 

 

๖๐๓ ๓๒๓      ปรัชญาอินเดียร่วมสมัย                               ๓ ()

                                      Contemporary Indian Philosophy

                   ศึกษาปรัชญาอินเดียร่วมสมัย เช่น แนวคิดว่าด้วยความจริง ธรรมชาติของมนุษย์ วิถีแห่งความรู้ ทฤษฎีว่าด้วยมายา ศาสนากับศีลธรรม การเกิดใหม่และธรรมชาติของกรรม ธรรมชาติของอันติมสัจจ์ ชะตากรรมของมนุษย์ โดยเลือกนักปรัชญาผู้มีความโดดเด่น เช่น สวามี วิเวกานันทะ รพินทรนาถ  ฐากอร์  มหาตมะ คานธี ศรีอรพินโท กฤษณะจันทระ  ภัททาจารยะ ราธะกฤษณัน  โมฮัมมัด  อิคบัล กฤษณะมูรติ

 

๖๐๓ ๓๒๔       ปรัชญาจีน                                             ๓ (๓-๐-๙)

                             Chinese Philosophy

ศึกษาแนวคิดมนุษยนิยม  ธรรมชาติของมนุษย์ ทางสายกลาง ธรรมชาติและความจริงของเต๋า แนวคิดเรื่องหยิน-หยาง  ความรักสากล  สวรรค์ สวัสดิการสังคม  สำนักกฎหมายนิยม (Legalism) แนวคิดเรื่องการศึกษา แนวคิดว่าด้วยความดี ความชั่ว โดยเน้นศึกษานักปรัชญาที่มีอิทธิพลต่อแนวคิดและการพัฒนาทางสังคม เช่น ขงจื่อ  เม้งจื่อ เหล่าจื่อ หานเฟยจื่อ ซุนจื่อ

 

          (วิชาบังคับพื้นฐาน (รายวิชาบังคับพื้นฐานสำหรับผู้ไม่จบปริญญาตรีสาขาวิชาปรัชญา)

๖๐๓ ๓๒๕       การใช้เหตุผลทางปรัชญา ๑                          ๓ (๓-๐-๙)

                                      Philosophical Reasoning 1

ศึกษาหลักการและวิธีการใช้เหตุผลแบบนิรนัย (Deductive) และอุปนัย (Inductive) แบบเปรียบเทียบ วิธีการให้เหตุผลแบบมิลล์ เหตุผลวิบัติ (Fallacy) โดยศึกษากรณีตัวอย่างงานอภิปรัชญา ญาณวิทยา จริยศาสตร์ สุนทรียศาสตร์ ของนักปรัชญาตะวันตกและตะวันออก แล้วพัฒนาศักยภาพในการคิดเชิงวิเคราะห์ วิพากษ์ ประเด็นปัญหาตามกรอบการให้เหตุผลนั้นๆ

 

() วิทยานิพนธ์

                ๖๐๐ ๔๐๐          วิทยานิพนธ์                                  ๑๒ หน่วยกิต

                                       Thesis

วิชานี้เป็นโครงการวิจัยทางปรัชญาเฉพาะบุคคล นิสิตต้องทำวิจัย เริ่มตั้งแต่การหาประเด็นปัญหา การเขียนโครงร่าง  การสอบโครงร่าง การเขียนวิจัยจนสำเร็จแล้วนำเสนอสอบป้องกันวิทยานิพนธ์ และการตีพิมพ์บทความวิจัย ทั้งนี้ ให้เป็นไปตามระเบียบบัณฑิตวิทยาลัยว่าด้วยวิธีปฏิบัติเกี่ยวกับวิทยานิพนธ์ และระเบียบอื่นที่เกี่ยวข้อง

 

.๒ ชื่อ สกุล เลขประจำตัวบัตรประชาชนตำแหน่งและคุณวุฒิของอาจารย์   

            

          ..๑ อาจารย์ประจำหลักสูตร  [บัณฑิตวิทยาลัย (ส่วนกลาง)]

 

ตำแหน่ง ชื่อ-นามสกุล/

เลขประจำตัวประชาชน

คุณวุฒิการศึกษา สถาบันที่สำเร็จ ปีจบ ภาระงานภายใน   หลักสูตร

และรายวิชาที่สอน

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ พระครูภาวนาโพธิคุณ

(พระสมชาย กนฺตสีโล/พังหมื่นไว, ผศ.ดร.

Ph.D. (Philosophy) Pune University, India ๒๕๔๕  – สัมมนาปัญหาปรัชญาศาสนา

– ระเบียบวิธีวิจัยชั้นสูง

– วิปัสสนากรรมฐาน

 

  ๓๓๖๐๖๐๐๐๑๔๑๗๙ M.A. (Philosophy) Pune University, India ๒๕๔๒  

 

ตำแหน่ง ชื่อ-นามสกุล/

เลขประจำตัวประชาชน

คุณวุฒิการศึกษา สถาบันที่สำเร็จ ปีจบ ภาระงานภายใน   หลักสูตร

และรายวิชาที่สอน

    พธ.บ.(ศาสนา) ม.มหาจุฬาฯ ๒๕๓๔  
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ นายจักรพรรณ วงศ์พรพวัณ Ph.D. (Philosophy) Magadh University, India ๒๕๔๕  – อภิปรัชญาวิเคราะห์

– สัมมนาปรัชญา

– การวิเคราะห์เชิงปรัชญา

– สัมมนาปรัชญาจีน

  ๓๒๕๐๒๐๐๖๖๓๒๕๑     M.A. (Philosophy) University of Madras, India ๒๕๔๑  
    พธ.บ. (ปรัชญา) ม.มหาจุฬาฯ ๒๕๓๙  
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ นายจรัส ลีกา Ph.D.(Philosophy) Magadh University, India ๒๕๔๙ – พระไตรปิฎกวิเคราะห์

– จริยศาสตร์วิเคราะห์

– ญาณวิทยาวิเคราะห์

– สัมมนาวิทยานิพนธ์

  ๓๕๓๐๔๐๐๑๗๙๖๙๕ M.A. (Philosophy) University of Madras, India ๒๕๓๘  
    พธ.บ. (ศาสนา) ม.มหาจุฬาฯ ๒๕๓๕  
อาจารย์ พระมหาบรรจง สิริจนฺโท, ดร. Ph.D. (Philosophy) University of Madras, India ๒๕๕๘  – ระเบียบวิธีวิจัยชั้นสูงเชิงปรัชญา
  ๓๔๑๑๒๐๐๑๐๐๙๘๑ พธ.ม. (ปรัชญา) ม.มหาจุฬาฯ ๒๕๓๙  
    พธ.บ. (ปรัชญา) ม.มหาจุฬาฯ ๒๕๓๖  
รองศาสตราจารย์ พระโสภณพัฒนบัณฑิต, ดร.

(สุกันยา อรุโณ/ฮาดภักดี)

ศศ.ม. (ปรัชญา) ม.ขอนแก่น ๒๕๔๘ – ศึกษางานสำคัญทางพระพุทธศาสนา

– สัมมนาปรัชญาอินเดีย

  ๓๔๔๐๙๐๐๑๔๒๑๐๔ พธ.บ. (ศาสนา) ม.มหาจุฬาฯ ๒๕๓๕  

หมายเหตุ:* อาจารย์ผู้รับผิดชอบหลักสูตร

 

..๒  อาจารย์พิเศษ [บัณฑิตวิทยาลัย (ส่วนกลาง)]

 

 

 

. องค์ประกอบเกี่ยวกับประสบการณ์ภาคสนาม

ไม่มี

. ข้อกำหนดเกี่ยวกับการทำวิทยานิพนธ์ 

 

          .๑ คำอธิบายโดยย่อ

๕.๑.๑ นิสิตมีสิทธิลงทะเบียนวิทยานิพนธ์ได้ ต้องศึกษารายวิชาในหลักสูตรมาแล้วไม่น้อยกว่า ๑ ภาคการศึกษาปกติ  และมีหน่วยกิตสะสมไม่น้อยกว่า  ๙ หน่วยกิต

๕.๑.๒ คณะกรรมการควบคุมวิทยานิพนธ์ให้เป็นไปตามระเบียบบัณฑิตวิทยาลัย ว่าด้วยวิธีปฏิบัติเกี่ยวกับวิทยานิพนธ์

๕.๑.๓ นิสิตการขอสอบวิทยานิพนธ์ได้ เมื่อศึกษารายวิชาต่างๆ ครบถ้วนตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในหลักสูตร และได้ค่าระดับเฉลี่ยสะสมในรายวิชาไม่น้อยกว่า ๓.๐๐ โดยใช้เวลาทำวิทยานิพนธ์ไม่น้อยกว่า ๓ เดือน นับตั้งแต่วันที่ได้รับหัวข้อและโครงร่างวิทยานิพนธ์ และลงทะเบียนทำวิทยานิพนธ์แล้ว เงื่อนไขอื่น ๆ เกี่ยวกับวิทยานิพนธ์ ให้เป็นไปตามระเบียบบัณฑิตวิทยาลัย ว่าด้วยวิธีปฏิบัติเกี่ยวกับวิทยานิพนธ์

๕.๑.๔ การเสนอหัวข้อและโครงร่างวิทยานิพนธ์ การลงทะเบียนวิทยานิพนธ์ การสอบวิทยานิพนธ์  ให้เป็นไปตามระเบียบบัณฑิตวิทยาลัย ว่าด้วยวิธีปฏิบัติเกี่ยวกับวิทยานิพนธ์

๕.๑.๕ ผลงานวิทยานิพนธ์หรือส่วนหนึ่งของวิทยานิพนธ์ต้องได้รับการตีพิมพ์หรืออย่างน้อยได้รับการยอมรับให้ตีพิมพ์ในวารสารระดับชาติหรือระดับนานาชาติที่มีคุณภาพตามประกาศคณะกรรมการการอุดมศึกษาเรื่องหลักเกณฑ์การพิจารณาวารสารทางวิชาการสำหรับการเผยแพร่ผลงานทางวิชาการหรือนำเสนอต่อที่ประชุมวิชาการโดยบทความที่นำเสนอฉบับสมบูรณ์ (Full Paper) ได้รับการตีพิมพ์ในรายงานสืบเนื่องจากการประชุมวิชาการ (Proceeding)

 

.๒ มาตรฐานผลการเรียนรู้

นิสิตมีศักยภาพในการเรียนรู้ด้วยตนเอง  สามารถคิดและวิเคราะห์ปัญหาเกี่ยวกับพุทธปรัชญาและปรัชญาอื่น ๆ อย่างเป็นระบบและมีหลักการ สามารถประยุกต์ใช้ศาสตร์ต่างๆ ทั้งทางภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ เพื่อใช้ในการทำวิทยานิพนธ์ได้ และเผยแพร่ผลงานวิทยานิพนธ์ได้อย่างมีจริยธรรมการเผยแพร่ผลงานวิชาการ

          .๓ จำนวนหน่วยกิต

วิทยานิพนธ์ จำนวน ๑๒ หน่วยกิต

          .๔ การเตรียมการ

๕.๔.๑  ให้ลงทะเบียนเรียนวิชาเกี่ยวข้องกับการวิจัยทางปรัชญา

๕.๔.๒  จัดให้มีการแต่งตั้งอาจารย์ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์

๕.๔.๓  กำหนดชั่วโมงให้คำปรึกษา จัดทำบันทึกการให้คำปรึกษา

๕.๔.๔  จัดสัมมนาให้ความรู้เกี่ยวกับการทำวิทยานิพนธ์และจัดให้มีคลินิกวิทยานิพนธ์

๕.๔.๕  ให้ข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับวิทยานิพนธ์ทั้งการบรรยาย เอกสาร และสื่ออิเลคทรอนิกส์อื่นๆ

          .๕ กระบวนการประเมินผล

๕.๕.๑ คณบดีบัณฑิตวิทยาลัยแต่งตั้งคณะกรรมการสอบวิทยานิพนธ์ตามเกณฑ์มาตรฐานหลักสูตรระดับบัณฑิตศึกษา ๒๕๕๘

๕.๕.๒ ในการสอบวิทยานิพนธ์ นิสิตต้องตอบข้อซักถามต่างๆ เกี่ยวกับวิทยานิพนธ์ โดยคณะกรรมการสอบ หลังจากสอบแล้วให้คณะกรรมการตรวจสอบวิทยานิพนธ์ประชุมพิจารณาประเมินผล ในขณะประเมินผลให้นิสิตออกจากห้องสอบ

๕.๕.๓ มีการจดบันทึกรายละเอียดเกี่ยวกับการประเมินผลวิทยานิพนธ์ทุกครั้ง

๕.๕.๔ หากคณะกรรมการตรวจสอบวิทยานิพนธ์มีมติให้แก้ไขวิทยานิพนธ์  ไม่ว่ากรณีใดๆ นิสิตต้องแก้ไขวิทยานิพนธ์ให้ถูกต้องตามมติและคำแนะนำนั้นก่อนที่จะนำวิทยานิพนธ์ฉบับที่แก้ไขแล้วส่งบัณฑิตวิทยาลัย กรณีที่นิสิตไม่สามารถส่งวิทยานิพนธ์ได้ทันเวลาตามที่คณะกรรมการกำหนด จะต้องดำเนินการยื่นขอขยายเวลาการส่งวิทยานิพนธ์ต่อบัณฑิตวิทยาลัยโดยผ่านความเห็นชอบของประธานคณะกรรมการตรวจสอบวิทยานิพนธ์ ทั้งนี้ การขยายเวลาต้องอยู่ภายในระยะเวลา ๖ เดือนนับแต่วันสอบ หากเกินจากกำหนดนี้ให้ถือว่าสอบไม่ผ่านและจะต้องดำเนินการขอสอบใหม่ กรณีที่ยังคงสถานภาพนิสิตเท่านั้น

 

๕.๕.๕  ให้คณะกรรมการตรวจสอบวิทยานิพนธ์ทำการประเมินผลวิทยานิพนธ์โดยกำหนดเป็น ๔ ระดับ คือ

ผลการศึกษา                                ระดับ

ดีเยี่ยม (Excellence)                         A

ดี (Good)                                     B+

ผ่าน (Passed)                                B

ตก (Failed)                                   F

๕.๕.๖ การลงนามของกรรมการตรวจสอบวิทยานิพนธ์ในหน้าอนุมัติ อาจกระทำได้เมื่อเห็นสมควร แต่ประธานคณะกรรมการตรวจสอบวิทยานิพนธ์จะลงนามได้ต่อเมื่อวิทยานิพนธ์นั้นได้รับการแก้ไขทั้งรูปแบบและเนื้อหาเรียบร้อยแล้วเท่านั้น จากนั้นคณบดีบัณฑิตวิทยาลัยจึงลงนามอนุมัติ

๕.๕.๗ ให้ประธานคณะกรรมการตรวจสอบวิทยานิพนธ์เสนอผลการประเมินต่อคณบดีบัณฑิตวิทยาลัย หากมีมติไม่เป็นเอกฉันท์โดยคณะกรรมการเสียงข้างมากมีมติให้ผ่าน ให้รวบรวมใบประเมินผลของกรรมการทุกท่าน เพื่อส่งให้คณะกรรมการประจำบัณฑิตวิทยาลัยพิจารณาชี้ขาด  เมื่อทราบผลการประเมินและให้นิสิตส่งวิทยานิพนธ์ฉบับที่แก้ไขเรียบร้อยแล้ว บัณฑิตวิทยาลัยจะประกาศผลให้ทราบโดยทั่วกัน

 

 

 

หมวดที่ ๔
ผลการเรียนรู้ กลยุทธ์การสอนและการประเมินผล

. การพัฒนาคุณลักษณะพิเศษของนิสิต

คุณลักษณะพิเศษ กลยุทธ์หรือกิจกรรมของนิสิต
๑. M – Morality

มีมารยาททางกายและวาจาที่

เหมาะสมตามกาลเทศะ

 

๑.มีการฝึกฝนด้านระเบียบวินัยกิริยามารยาททั้งทางกายและวาจาที่เหมาะสม เช่น การแต่งกาย การพูด
๒. A – Awareness

รู้เท่าทันความเปลี่ยนแปลงทาง

สังคม

 

๒.มีการส่งเสริมให้รู้เท่าทันการเปลี่ยนแปลงของโลกและสังคมปัจจุบันในด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมือง และเทคโนโลยี
๓. H – Helpfulness

มีศรัทธา อุทิศตนเพื่อพระพุทธศาสนา

 

๓. มีการส่งเสริมให้นิสิตมีศรัทธาอุทิศตนเพื่อทำงานเผยแผ่ พระพุทธศาสนา โดยการให้ออกค่ายบัณฑิตอาสาพัฒนาชุมชน
๔. A – Ability

มีความสามารถในการแก้ปัญหา

 

๔.มีการส่งเสริมให้นิสิตมีทักษะในการแก้ปัญหาตนเองและสังคม โดยจัดกิจกรรมการเรียนการสอนจากกรณีปัญหา (Problem-Based Learning: PBL) เพื่อนำไปสู่การคิดแก้ไขปัญหานั้น ๆ ตามหลักพุทธธรรม

 

๕. C – Curiosity

มีความใฝ่รู้ใฝ่คิด

 

๕.มีการส่งเสริมให้นิสิตเรียนรู้ตลอดชีวิต มีความใฝ่รู้ใฝ่คิด โดยมอบหมายงานให้ศึกษาค้นคว้าวิจัย วิเคราะห์ สังเคราะห์ และวิจารณ์ประเด็นปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในสังคม
๖. H – Hospitality

มีน้ำใจเสียสละเพื่อส่วนรวม

๖.มีการส่งเสริมให้นิสิตมีจิตอาสาในการเข้าร่วมกิจกรรมบำเพ็ญสาธารณประโยชน์ต่าง ๆ เช่น จัดกิจกรรมสังคมสงเคราะห์
๗. U – Universality

มีโลกทัศน์กว้างไกล

 

๗.มีการส่งเสริมให้นิสิตเข้าร่วมกิจกรรมทั้งในระดับชาติและนานาชาติ เพื่อสร้างเสริมประสบการณ์ด้านพุทธปรัชญาและสังคม
๘. L – Leadership

มีความเป็นผู้นำด้านจิตใจและปัญญา

๘.มีการส่งเสริมให้นิสิตวางตนเป็นแบบอย่างด้านจิตใจและปัญญา
๙. A – Aspiration

มีความมุ่งมั่นพัฒนาตนให้เพียบพร้อมด้วยคุณธรรมจริยธรรม

๙.มีการส่งเสริมให้นิสิตฝึกอบรมคุณธรรมจริยธรรม  โดยการ บูรณาการหลักคุณธรรมจริยธรรมไว้ในในรายวิชาต่างๆ

 

 

 

. การพัฒนาผลการเรียนรู้ในแต่ละด้าน

ผลการเรียนรู้

ตามกรอบมาตรฐานคุณวุฒิ

กลยุทธ์การสอนที่ใช้

ในการพัฒนา

กลยุทธ์ในการประเมินผล

การเรียนรู้

. ด้านคุณธรรมจริยธรรม

๑.๑ ผลิตบัณฑิตทางพุทธปรัชญา ที่มีคุณธรรมและจริยธรรม มีจิตอาสาสามารถให้บริการงานวิชาการแก่สังคมได้

๑.๒ มีศักยภาพที่จะพัฒนาตนเองให้เพียบพร้อมด้วยคุณธรรมจริยธรรมตามหลักการทางพุทธปรัชญา

๑.๓ สามารถวินิจฉัยและแก้ไขปัญหาบนฐานของหลักการ เหตุผลและค่านิยมอันดีงาม

๑.๔ แสดงภาวะความเป็นผู้นำด้านความประพฤติปฏิบัติตามหลักคุณธรรมและจริยธรรมในพุทธปรัชญา

. ด้านคุณธรรม จริยธรรม

๑.๑ จัดกิจกรรมเชิงวิชาการและภาคปฏิบัติที่ส่งเสริมการเรียนรู้ด้านคุณธรรม จริยธรรม ให้เป็น   ผู้มีน้ำใจเสียสละ อุทิศตนเพื่อสังคม

๑.๒ ฝึกฝนให้มีความใฝ่รู้ ใฝ่คิด เป็นผู้นำด้านจิตใจและปัญญา เพื่อพัฒนาตนเองและสังคม

๑.๓ จัดกิจกรรมที่เน้นการปลูกฝังระเบียบวินัยในตนเอง และแก้ไขปัญหาของตนเองและสังคมได้

๑.๔ ฝึกฝนภาวะความเป็นผู้นำ ผู้ตาม ด้านคุณธรรมจริยธรรม

๑ ด้านคุณธรรม จริยธรรม

๑.๑ ประเมินด้วยผลงานวิชาการ และการบำเพ็ญตนให้เป็นประโยชน์ต่อสังคม

๑.๒ ประเมินด้วยแบบทดสอบการสังเกต สัมภาษณ์ การสนทนากลุ่ม และแบบวัดผล

๑.๓ ประเมินจากความรับผิดชอบในการปฏิบัติงานเป็นทีม       การทำงานวิจัย และ การเข้าร่วมกิจกรรมในการใช้องค์ความรู้ทางการศึกษาทำประโยชน์ต่อสังคม

๑.๔ ผู้เรียนประเมินตนเอง

 

 

 

. ด้านความรู้

๒.๑ มีความรู้และความเข้าใจในสาระหลักของสาขาวิชาปรัชญา ตลอดจนหลักการและทฤษฎีที่สำคัญ และนำไปประยุกต์ในการศึกษาค้นคว้าทางวิชาการหรือการปฏิบัติงานได้

๒.๒ มีความรู้ความเข้าใจในวิธีการพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ สามารถประยุกต์ใช้ร่วมกับวิชาปรัชญาได้

๒.๓ มีความเข้าใจทฤษฎี การวิจัย และการปฏิบัติในสาขาวิชาปรัชญาและศาสนา สามารถประยุกต์หลักการและแนวคิดทางปรัชญาในการวิจัยได้

๒.๔ สามารถพัฒนานวัตกรรมหรือสร้างองค์ความรู้ใหม่จากการวิจัย เพื่อตอบสนองความต้องการทางสังคม   ในวิชาการทางปรัชญาและศาสนาได้

 

. ด้านความรู้

๒.๑ จัดการเรียนรู้โดยผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง และมุ่งเน้นให้นิสิตมีความรู้ความเข้าใจสาขาวิชาปรัชญา โดยใช้วิธีการเรียนการสอนที่เน้นหลักการทางทฤษฎี และการประยุกต์ทางปฏิบัติในสภาพแวดล้อมจริง กระตุ้นให้เกิดการคิด วิเคราะห์ และตัดสินใจด้วยตนเอง

๒.๒ จัดกิจกรรมการเรียนรู้วิชาการ ศาสตร์สมัยใหม่ควบคู่กับวิชาการด้านปรัชญาและศาสนาได้

๒.๓ จัดให้มีการศึกษาค้นคว้า วิจัยด้วยตนเอง ในการพัฒนานวัตกรรมและองค์ความรู้ใหม่

๒.๔ ส่งเสริมให้มีการวิจัยและค้นคว้าองค์ความรู้ใหม่ และนำองค์ความรู้ที่ค้นพบไปประยุกต์ได้อย่างเหมาะสม

 

. ด้านความรู้

๒.๑ ประเมินด้วยการสอบข้อเขียน

๒.๒ ประเมินด้วยการสอบป้องกันวิทยานิพนธ์

๒.๓ ประเมินด้วยการนำเสนอรายงานและการทำงานเป็นทีม

๒.๔ ประเมินด้วยการนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ให้เป็นประโยชน์

 

. ด้านทักษะทางปัญญา

๓.๑ สามารถใช้ความรู้ทางทฤษฎีและปฏิบัติในการคิดวิเคราะห์อย่างเป็นระบบ เพื่อการพัฒนาและสร้างสรรค์องค์ความรู้ใหม่ทางปรัชญาอย่างเหมาะสม

๓.๒ สามารถสืบค้นข้อมูลผลงานวิจัย สิ่งตีพิมพ์ทางวิชาการ จากแหล่งข้อมูลที่หลากหลาย สังเคราะห์ และนำไปใช้ประโยชน์ในการพัฒนาความคิดใหม่ๆ

๓.๓ สามารถประยุกต์ผลงานวิจัยและองค์ความรู้ทางด้านปรัชญาและศาสนาในการแก้ปัญหาหรือพัฒนางานได้อย่างเหมาะสมและสร้างสรรค์

 

๓.๔ สามารถตัดสินใจในเรื่องที่ซับซ้อนที่เกี่ยวกับการพัฒนาองค์ความรู้ใหม่ และสามารถผลิตผลงานทางวิชาการและงานวิจัย ในระดับชาติ และนานาชาติ

 

. ด้านทักษะทางปัญญา

๓.๑ ฝึกทักษะการคิดและการแก้ไขปัญหา

๓.๒ เน้นการเรียนรู้ด้วยตนเอง และการปฏิบัติงานจริง

๓.๓ เน้นการเรียนรู้ที่สามารถประยุกต์ใช้กับสถานการณ์จริง โดยใช้ปัญหาเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดการเรียนรู้

๓.๔ การอภิปรายกลุ่ม

 

. ด้านทักษะทางปัญญา

๓.๑ วัดการแสดงออกทางการกระบวนการคิดและการแก้ไขปัญหา

๓.๒ วัดผลการปฏิบัติงานที่ได้รับมอบหมาย

๓.๓ การนำเสนอผลงาน     การอธิบาย การถามและตอบคำถาม

๓.๔ การโต้ตอบสื่อสารกับผู้อื่น

๓.๕ การอภิปรายกลุ่ม

 

 

๔  ด้านทักษะความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลและความรับผิดชอบ

๔.๑ มีระเบียบวินัย มีความรับผิดชอบในการดำเนินงานของตนเอง ในการพัฒนาความรู้ของตนเอง องค์กร และสังคม

๔.๒ สามารถใช้ความรู้ทางปรัชญาชี้นำองค์กร แก้ไขปัญหาที่มีความซับซ้อนด้วยตนเอง และเปลี่ยนแปลงสังคมในทางที่เหมาะสม

๔.๓ สามารถทำงานเป็นทีม เคารพสิทธิ รับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น และมีปฏิสัมพันธ์อย่างสร้างสรรค์กับผู้ร่วมงาน

๔.๔ แสดงภาวะความเป็นผู้นำในองค์กร บริหารการทำงานเป็นทีมได้อย่างเหมาะสมตามโอกาสและสถานการณ์ เพื่อเพิ่มพูนประสิทธิภาพในการทำงานของกลุ่ม

๔.๕ สามารถตัดสินใจในการดำเนินงานด้วยตนเอง ประเมินตนเอง รวมทั้งวางแผนปรับปรุงตนเองและองค์กรได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 

๔ ด้านทักษะความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลและความรับผิดชอบ

๔.๑ การจัดกิจกรรมในรายวิชาที่เน้นการเรียนการสอนที่มีการปฏิสัมพันธ์ที่ดีระหว่างผู้เรียนและผู้สอน

๔.๒ ฝึกฝนภาวะความเป็นผู้นำ ผู้ตาม การแสดงออกถึงภาวะความเป็นผู้นำและผู้ตามที่ดี การมีมนุษยสัมพันธ์ที่ดีกับผู้ร่วมงาน และ     การรับฟังความคิดเห็นผู้อื่นใน การปฏิบัติงาน เป็นทีมและ          การทำงานวิจัย

๔.๓ ฝึกฝนการทำกิจกรรมเพื่อสังคม และการวางตัวที่เหมาะสมตามกาลเทศะ

๔.๔ ฝึกฝนการประสานงานกับผู้อื่นทั้งภายในและภายนอกสถาบันการศึกษา

 

๔ ด้านทักษะความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลและความรับผิดชอบ

๔.๑ สังเกตพฤติกรรมและการแสดงออกของนิสิต ในหลายๆ ด้าน ระหว่างกิจกรรมการเรียนการสอน เช่น พฤติกรรมความสนใจ ตั้งใจเรียนรู้ และพัฒนาตนเอง

๔.๒ สังเกตพฤติกรรมการแสดงบทบาทภาวะผู้นำและผู้ตามที่ดี ความสามารถในการทำงานร่วมกับผู้อื่น

๔.๓ สังเกตพฤติกรรมความรับผิดชอบในการเรียนและงานที่ได้รับมอบหมาย การนำเสนอผลงาน การทำงานวิจัย และการร่วมทำกิจกรรมเพื่อสังคม

 

๕ ด้านทักษะการวิเคราะห์เชิงตัวเลข การสื่อสาร และการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ

๕.๑ สามารถคัดกรองข้อมูลและใช้หลักตรรกะทางคณิตศาสตร์และสถิติ ในการศึกษาค้นคว้าปัญหา เชื่อมโยงประเด็นปัญหาที่สำคัญและซับซ้อน เสนอแนะแนวทางการแก้ไขปัญหาในด้านต่างๆ โดยเฉพาะทางด้านปรัชญาได้เป็นอย่างดี

๕.๒ สามารถสื่อสารด้านการพูด  การอ่าน การฟัง การเขียน และการนำเสนอ และสื่อสารกับกลุ่มบุคคลต่างๆ ทั้งในวงการวิชาการและวิชาชีพ รวมถึงชุมชนทั่วไปได้อย่างเหมาะสม

๕.๓ สามารถใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในการค้นคว้าข้อมูล เพื่อประกอบการศึกษาและการทำวิทยานิพนธ์ รวมทั้งการติดต่อสื่อสาร

๕ ด้านทักษะการวิเคราะห์เชิงตัวเลข การสื่อสาร และการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ

๕.๑ จัดการเรียนการสอนรายวิชาต่างๆ เพื่อให้นิสิตได้ฝึกทักษะทั้งด้านการวิเคราะห์ การวิจารณ์

๕.๒ จัดกิจกรรมการเรียนการสอนที่มุ่งเน้นให้ผู้เรียนได้ฝึกฝนทักษะการสื่อสาร และการนำเสนอโดยใช้เทคโนโลยีทั้งด้วยตนเองและร่วมกับผู้อื่น

๕.๓ จัดกิจกรรมการเรียนการสอน เพื่อให้นิสิตได้ฝึกทักษะด้านการใช้เทคโนโลยีประกอบการค้นคว้าและการทำวิทยานิพนธ์

 

๕ ด้านทักษะการวิเคราะห์เชิงตัวเลข การสื่อสาร และการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ

๕.๑ การทดสอบความรู้และเทคนิคการวิเคราะห์และวิจารณ์ทฤษฎีหรือแนวคิดใหม่ ๆ

๕.๒ การทำงานวิจัย ตั้งแต่เริ่มต้นจนถึงขั้นตอนการเขียนรายงาน และการนำเสนอผลงาน

 

. แผนที่แสดงการกระจายความรับผิดชอบต่อผลการเรียนรู้ จากหลักสูตรสู่รายวิชา (Curriculum mapping)

แสดงให้เห็นว่าแต่ละรายวิชาในหลักสูตรรับผิดชอบต่อผลการเรียนรู้ในด้านใดบ้าง โดยระบุว่าเป็นความรับผิดชอบหลักหรือความรับผิดชอบรอง โดยที่ผลการเรียนรู้แต่ละข้อของด้านต่างๆ ในตารางมีความหมายดังต่อไปนี้

          ๓.๑ ด้านคุณธรรม จริยธรรม (Moral and Ethics)

๓.๑.๑ ผลิตบัณฑิตทางพุทธปรัชญา ที่มีคุณธรรมและจริยธรรม มีจิตอาสาสามารถให้บริการงานวิชาการแก่สังคมได้

๓.๑.๒ มีศักยภาพที่จะพัฒนาตนเองให้เพียบพร้อมด้วยคุณธรรมจริยธรรมตามหลักการทางพุทธปรัชญา

๓.๑.๓ สามารถวินิจฉัยและแก้ไขปัญหาบนฐานของหลักการ เหตุผลและค่านิยมอันดีงาม

๓.๑.๔ แสดงภาวะความเป็นผู้นำด้านความประพฤติปฏิบัติตามหลักคุณธรรมและจริยธรรมในพุทธปรัชญา

 

          ๓.๒ ด้านความรู้ (Knowledge)

๓.๒.๑ มีความรู้และความเข้าใจในสาระหลักของสาขาวิชาปรัชญา ตลอดจนหลักการและทฤษฎีที่สำคัญ และนำไปประยุกต์ในการศึกษาค้นคว้าทางวิชาการหรือการปฏิบัติงานได้

๓.๒.๒ มีความรู้ความเข้าใจในวิธีการพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ สามารถประยุกต์ใช้ร่วมกับวิชาปรัชญาได้

๓.๒.๓ มีความเข้าใจทฤษฎี การวิจัย และการปฏิบัติในสาขาวิชาปรัชญาและศาสนา สามารถประยุกต์หลักการและแนวคิดทางปรัชญาในการวิจัยได้

๓.๒.๔ สามารถพัฒนานวัตกรรมหรือสร้างองค์ความรู้ใหม่จากการวิจัย เพื่อตอบสนองความต้องการทางสังคม   ในวิชาการทางปรัชญาและศาสนาได้

          ๓.๓ ด้านทักษะทางปัญญา (Cognitive Skills)

๓.๓.๑ สามารถใช้ความรู้ทางทฤษฎีและปฏิบัติในการคิดวิเคราะห์อย่างเป็นระบบ เพื่อการพัฒนาและสร้างสรรค์องค์ความรู้ใหม่ทางปรัชญาอย่างเหมาะสม

๓.๓.๒ สามารถสืบค้นข้อมูลผลงานวิจัย สิ่งตีพิมพ์ทางวิชาการ จากแหล่งข้อมูลที่หลากหลาย สังเคราะห์ และนำไปใช้ประโยชน์ในการพัฒนาความคิดใหม่ๆ

๓.๓.๓ สามารถประยุกต์ผลงานวิจัยและองค์ความรู้ทางด้านปรัชญาและศาสนาในการแก้ปัญหาหรือพัฒนางานได้อย่างเหมาะสมและสร้างสรรค์

๓.๓.๔ สามารถตัดสินใจในเรื่องที่ซับซ้อนที่เกี่ยวกับการพัฒนาองค์ความรู้ใหม่ และสามารถผลิตผลงานทางวิชาการและงานวิจัย ในระดับชาติ และนานาชาติ

 

          ๓.๔ ด้านทักษะความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลและความรับผิดชอบ (Interpersonal Skill and Responsibilities)

๓.๔.๑ มีระเบียบวินัย มีความรับผิดชอบในการดำเนินงานของตนเอง ในการพัฒนาความรู้ของตนเอง องค์กร และสังคม

๓.๔.๒ สามารถใช้ความรู้ทางปรัชญาชี้นำองค์กร แก้ไขปัญหาที่มีความซับซ้อนด้วยตนเอง และเปลี่ยนแปลงสังคมในทางที่เหมาะสม

๓.๔.๓ สามารถทำงานเป็นทีม เคารพสิทธิ รับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น และมีปฏิสัมพันธ์อย่างสร้างสรรค์กับผู้ร่วมงาน

๓.๔.๔ แสดงภาวะความเป็นผู้นำในองค์กร บริหารการทำงานเป็นทีมได้อย่างเหมาะสมตามโอกาสและสถานการณ์ เพื่อเพิ่มพูนประสิทธิภาพในการทำงานของกลุ่ม

๓.๔.๕ สามารถตัดสินใจในการดำเนินงานด้วยตนเอง ประเมินตนเอง รวมทั้งวางแผนปรับปรุงตนเองและองค์กรได้อย่างมีประสิทธิภาพ

          ๓.๕ ด้านทักษะการวิเคราะห์ การสื่อสาร และเทคโนโลยีสารสนเทศ (Numerical Analysis, Communication and Information Technology Skills)

๓.๕.๑ สามารถคัดกรองข้อมูลและใช้หลักตรรกะทางคณิตศาสตร์และสถิติ ในการศึกษาค้นคว้าปัญหา เชื่อมโยงประเด็นปัญหาที่สำคัญและซับซ้อน เสนอแนะแนวทางการแก้ไขปัญหาในด้านต่างๆ โดยเฉพาะทางด้านปรัชญาได้เป็นอย่างดี

๓.๕.๒ สามารถสื่อสารด้านการพูด  การอ่าน การฟัง การเขียน และการนำเสนอ และสื่อสารกับกลุ่มบุคคลต่างๆ ทั้งในวงการวิชาการและวิชาชีพ รวมถึงชุมชนทั่วไปได้อย่างเหมาะสม

๓.๕.๓ สามารถใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในการค้นคว้าข้อมูล เพื่อประกอบการศึกษาและการทำวิทยานิพนธ์ รวมทั้งการติดต่อสื่อสาร

 

แผนที่แสดงการกระจายความรับผิดชอบมาตรฐานผลการเรียนรู้จากหลักสูตรสู่รายวิชา

(Curriculum mapping)

˜ความรับผิดชอบหลัก   ™ความรับผิดชอบรอง

รายวิชา ๑.ด้านคุณธรรมจริยธรรม ๒.ด้านความรู้ ๓. ด้านทักษะทางปัญญา ๔. ด้านทักษะความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลและความรับผิดชอบ ๕. ด้านทักษะการวิเคราะห์ การสื่อสาร เทคโนโลยีสารสนเทศ
 ๖๐๐ ๑๒๐

พุทธปรัชญา

 

˜

 

™

™  

™

 

˜

 

˜

™  

™

 

˜

 

˜

™ ™  

˜

 

™

 

™

 

˜

™  

™

 

˜

˜
๖๐๐ ๑๒๑

พุทธปรัชญาในพระไตรปิฎก

 

˜

 

™

™  

™

 

˜

 

˜

™  

™

 

˜

 

˜

™ ™  

˜

 

™

 

™

 

˜

™  

™

 

˜

˜
๖๐๓ ๒๐๓ ระเบียบวิธีวิจัยทางปรัชญา  

˜

 

™

™  

™

 

˜

 

˜

™  

™

 

˜

 

˜

™ ™  

˜

 

™

 

™

 

˜

™  

™

 

˜

˜
๖๐๐ ๑๐๔ ภาษาอังกฤษ  

˜

 

™

™  

™

 

˜

 

˜

™  

™

 

˜

 

˜

™ ™  

˜

 

™

 

™

 

˜

™  

™

 

˜

˜
๖๐๐ ๒๐๕ กรรมฐาน  

˜

 

™

™  

™

 

˜

 

˜

™  

™

 

˜

 

˜

™ ™  

˜

 

™

 

™

 

˜

™  

™

 

˜

˜
๖๐๐ ๔๐๑  สัมมนาวิทยานิพนธ์  

˜

 

™

™  

™

 

˜

 

˜

™  

™

 

˜

 

˜

™ ™  

˜

 

™

 

™

 

˜

™  

™

 

˜

˜
๑๐๒ ๓๐๒

การใช้ภาษาบาลี ๑

 

˜

 

™

™  

™

 

˜

 

˜

™  

™

 

˜

 

˜

™ ™  

˜

 

™

 

™

 

˜

™  

™

 

˜

˜
๑๐๒ ๓๐๖

การใช้ภาษาบาลี ๒

 

˜

 

™

™  

™

 

˜

 

˜

™  

™

 

˜

 

˜

™ ™  

˜

 

™

 

™

 

˜

™  

™

 

˜

˜
๖๐๓ ๑๐๖ อภิปรัชญาวิเคราะห์  

˜

 

™

™  

™

 

˜

 

˜

™  

™

 

˜

 

˜

™ ™  

˜

 

™

 

™

 

˜

™  

™

 

˜

˜
๖๐๓ ๓๐๗

ญาณวิทยาวิเคราะห์

 

˜

 

™

™  

™

 

˜

 

˜

™  

™

 

˜

 

˜

™ ™  

˜

 

™

 

™

 

˜

™  

™

 

˜

˜
๖๐๓ ๒๐๘

จริยศาสตร์วิเคราะห์

 

˜

 

™

™  

™

 

˜

 

˜

™  

™

 

˜

 

˜

™ ™  

˜

 

™

 

™

 

˜

™  

™

 

˜

˜
๘๐๒ ๒๐๙

สัมมนาปัญหาปรัชญาศาสนา

 

˜

 

™

™  

™

 

˜

 

˜

™  

™

 

˜

 

˜

™ ™  

˜

 

™

 

™

 

˜

™  

™

 

˜

˜
๖๐๓ ๓๑๑ ตรรกศาสตร์สัญลักษณ์  

˜

 

™

™  

™

 

˜

 

˜

™  

™

 

˜

 

˜

™ ™  

˜

 

™

 

™

 

˜

™  

™

 

˜

˜
๖๐๓ ๓๑๔ ปรัชญาการเมือง  

˜

 

™

™  

™

 

˜

 

˜

™  

™

 

˜

 

˜

™ ™  

˜

 

™

 

™

 

˜

™  

™

 

˜

˜
๖๐๓ ๓๑๕  สุนทรียศาสตร์  

˜

 

™

™  

™

 

˜

 

˜

™  

™

 

˜

 

˜

™ ™  

˜

 

™

 

™

 

˜

™  

™

 

˜

˜
๖๐๓ ๓๑๗

ปรัชญาวิทยาศาสตร์

 

˜

 

™

™  

™

 

˜

 

˜

™  

™

 

˜

 

˜

™ ™  

˜

 

™

 

™

 

˜

™  

™

 

˜

˜
๖๐๓ ๓๑๘  ปรัชญาการศึกษา  

˜

 

™

™  

™

 

˜

 

˜

™  

™

 

˜

 

˜

™ ™  

˜

 

™

 

™

 

˜

™  

™

 

˜

˜
๖๐๓ ๓๒๑

จริยศาสตร์ธุรกิจ

 

˜

 

™

™  

™

 

˜

 

˜

™  

™

 

˜

 

˜

™ ™  

˜

 

™

 

™

 

˜

™  

™

 

˜

˜
๖๐๓ ๓๒๒

ปรัชญาปรากฎการณ์วิทยาและอัตถิภาวนิยม

 

˜

 

™

™  

™

 

˜

 

˜

™  

™

 

˜

 

˜

™ ™  

˜

 

™

 

™

 

˜

™  

™

 

˜

˜
๖๐๓ ๓๒๓ ปรัชญาอินเดียร่วมสมัย  

˜

 

™

™  

™

 

˜

 

˜

™  

™

 

˜

 

˜

™ ™  

˜

 

™

 

™

 

˜

™  

™

 

˜

˜
๖๐๓ ๓๒๔

ปรัชญาจีน

 

˜

 

™

™  

™

 

˜

 

˜

™  

™

 

˜

 

˜

™ ™  

˜

 

™

 

™

 

˜

™  

™

 

˜

˜
๖๐๓ ๔๐๐ วิทยานิพนธ์  

˜

 

™

™  

™

 

˜

 

˜

™  

™

 

˜

 

˜

™ ™  

˜

 

™

 

™

 

˜

™  

™

 

˜

˜

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

หมวดที่ ๕

หลักเกณฑ์ในการประเมินผลนิสิต

 

. กฎระเบียบหรือหลักเกณฑ์ในการให้ระดับคะแนน (เกรด)

 

เป็นไปตามข้อบังคับมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ว่าด้วยการศึกษาระดับบัณฑิตศึกษา พ.ศ. ๒๕๔๑ และฉบับที่ ๓ แก้ไขเพิ่มเติม ๒๕๔๙ ดังนี้

 

 

ระดับ

 

ค่าระดับ

เกณฑ์คะแนน
วิชาเลือก วิชาบังคับและเอก
A ๔.๐๐ ๙๕ – ๑๐๐ ๙๕ – ๑๐๐
A- ๓.๖๗ ๙๐ – ๙๔ ๙๐ – ๙๔
B+ ๓.๓๓ ๘๕ – ๘๙ ๘๕ – ๘๙
B ๓.๐๐ ๘๐ – ๘๔ ๘๐ – ๘๔
C+ ๒.๕๐ ๗๕ – ๗๙ ต่ำกว่า ๘๐
C ๒.๐๐ ๗๐ – ๗๔  
F ต่ำกว่า ๗๐  

 

. กระบวนการทวนสอบมาตรฐานผลสัมฤทธิ์ของนิสิต

 

การกำหนดระบบและกลไกการทวนสอบมาตรฐานผลการเรียนรู้ เกิดขึ้นเพื่อแสดงหลักฐานยืนยันหรือสนับสนุนว่านิสิตและมหาบัณฑิตทุกคนมีมาตรฐานผลการเรียนรู้ทุกด้านเป็นไปตามที่กำหนดไว้ในมาตรฐานคุณวุฒิระดับปริญญาโท สาขาวิชาปรัชญา เป็นอย่างน้อย

 

          . การทวนสอบมาตรฐานผลการเรียนรู้ขณะนิสิตยังไม่สำเร็จการศึกษา

การทวนสอบในทุกรายวิชา ทั้งทางทฤษฎี การปฏิบัติการวิจัย การสัมมนา การทำวิทยานิพนธ์  จะต้องสอดคล้องกับกลยุทธ์การประเมินผลการเรียนรู้  โดยให้เป็นความรับผิดชอบของอาจารย์ผู้สอนในการออกข้อสอบหรือกำหนดกลไกและกระบวนการสอบ  และมีการประเมินแผนการสอนสัมพันธ์กับการประเมินข้อสอบ การประเมินผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนการสอนจากผลการสอบ โดยคณะกรรมการประจำหลักสูตร และ/หรือ คณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิทั้งจากภายในและภายนอกสถาบัน รวมถึงการประเมินอาจารย์ และการประเมินผลการเรียนการสอนโดยนิสิตเอง ส่วนการทวนสอบในระดับหลักสูตร ให้มีระบบประกันคุณภาพภายในของสาขาวิชาปรัชญาเอง ระบบประกันคุณภาพภายในระดับคณะ และระบบประกันคุณภาพภายในระดับสถาบัน เพื่อดำเนินการทวนสอบมาตรฐานผลการเรียนรู้และรายงานผล

. การทวนสอบมาตรฐานผลการเรียนรู้หลังจากนิสิตสำเร็จการศึกษา

การทวนสอบมาตรฐานผลการเรียนรู้หลังจากนิสิตสำเร็จการศึกษา เน้นการทำวิจัยสัมฤทธิผลของการประกอบอาชีพหรือการศึกษาต่อของมหาบัณฑิต โดยทำการวิจัยอย่างต่อเนื่อง แล้วนำผลที่ได้มาเป็นข้อมูลในการประเมินคุณภาพของหลักสูตร การพัฒนาหรือปรับปรุงหลักสูตร และกระบวนการเรียนการสอน โดยมีหัวข้อการทวนสอบมาตรฐานผลการเรียนรู้ ดังต่อไปนี้

๒.๑ สภาวะการได้งานทำหรือศึกษาต่อของมหาบัณฑิต  ประเมินจากการได้งานทำหรือศึกษาต่อตรงตามสาขาหรือในสาขาที่เกี่ยวข้อง และระยะเวลาในการหางาน โดยทำการประเมินจากมหาบัณฑิตแต่ละรุ่นที่สำเร็จการศึกษา

๒.๒ ตำแหน่งงานและความก้าวหน้าในสายงานของมหาบัณฑิต

๒.๓ ความพึงพอใจของมหาบัณฑิต ต่อความรู้ความสามารถที่ได้เรียนรู้จากหลักสูตร ที่ใช้ในการประกอบอาชีพหรือศึกษาต่อ พร้อมกับเปิดโอกาสให้มีการเสนอข้อคิดเห็นในการปรับปรุงหลักสูตรให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

๒.๔ ความพึงพอใจของผู้ใช้บัณฑิตหรือนายจ้าง พร้อมกับเปิดโอกาสให้มีข้อเสนอแนะต่อสิ่งที่คาดหวังหรือต้องการจากหลักสูตรในการนำไปใช้ในการปฏิบัติงานในสถานประกอบการ

๒.๕ ความพึงพอใจของสถาบันการศึกษาอื่น ซึ่งรับบัณฑิตที่สำเร็จจากหลักสูตรเข้าศึกษาต่อเพื่อปริญญาที่สูงขึ้น โดยประเมินทางด้านความรู้ ความพร้อม และคุณสมบัติอื่นๆ

๒.๖ ความเห็นและข้อเสนอแนะจากอาจารย์พิเศษและผู้ทรงคุณวุฒิภายนอก ต่อผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาของมหาบัณฑิตที่สำเร็จการศึกษา กระบวนการพัฒนาการเรียนรู้ องค์ความรู้ และการปรับปรุงหลักสูตรให้มีความเหมาะสมกับสถานการณ์ทางการศึกษา และสังคมในปัจจุบันมากยิ่งขึ้น

๒.๗ ผลงานของนิสิตและวิทยานิพนธ์ที่สามารถวัดเป็นรูปธรรมได้ เช่น

๑) จำนวนผลงานวิจัยที่เผยแพร่

๒) จำนวนกิจกรรมเพื่อสังคมและประเทศชาติ

๓)   จำนวนกิจกรรมอาสาสมัครในองค์กรที่ทำประโยชน์เพื่อสังคม

๔) จำนวนรางวัล ผลงาน ประกาศเกียรติคุณ ที่ได้รับระดับชาติและนานาชาติ

. เกณฑ์การสำเร็จการศึกษาของหลักสูตร

 

การประเมินการสำเร็จการศึกษา เป็นไปตามข้อบังคับมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย  ว่าด้วยการศึกษาระดับบัณฑิตศึกษา พ.ศ. ๒๕๔๑ หมวด ๖ ว่าด้วยเรื่องการสำเร็จการศึกษา

๑. มีเวลาการศึกษาไม่น้อยกว่า ๔ ภาคการศึกษาปกติ หรือไม่เกินกว่า ๑๐ ภาคการศึกษาปกติ

๒. ศึกษารายวิชาต่าง ๆ ครบถ้วนและถูกต้องตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในหลักสูตร

๓. ได้หน่วยกิตสะสมไม่น้อยกว่าที่กำหนดไว้ในหลักสูตร

๔. ได้ค่าระดับเฉลี่ยสะสมไม่ต่ำกว่า ๓.๐๐ จากระบบ ๔ แต้ม

๕. ได้ระดับไม่ต่ำกว่า B ในรายวิชาบังคับและวิชาเอกทุกวิชา และได้รับ S ในกรณีที่หลักสูตรกำหนดให้วัดผลเป็น S หรือ U

๖. ต้องผ่านการสอบวัดความรู้ภาษาอังกฤษตามเกณฑ์ที่มหาวิทยาลัยกำหนด

๗. ต้องผ่านการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานจำนวน ๓๐ วัน

๘. ต้องสอบผ่านการประเมินผลวิทยานิพนธ์และส่งวิทยานิพนธ์ฉบับสมบูรณ์ ตามที่มหาวิทยาลัยกำหนด

๙. ผลงานหรือส่วนหนึ่งของผลงานวิทยานิพนธ์จะต้องได้รับการตีพิมพ์ หรือส่วนหนึ่งของผลงานวิทยานิพนธ์ได้รับการยอมรับให้ตีพิมพ์ในวารสารหรือสิ่งพิมพ์ทางวิชาการ หรือเสนอต่อที่ประชุมวิชาการที่มีรายงานการประชุมระดับชาติ (Proceeding)

 

 

หมวดที่ ๖

การพัฒนาคณาจารย์และบุคลากร

. การเตรียมการสำหรับอาจารย์ใหม่

๑.๑ มีการปฐมนิเทศแนะแนวอาจารย์ใหม่ ให้มีความรู้และเข้าใจนโยบายของสถาบันอุดมศึกษา คณะและหลักสูตรที่สอน โดยสาระประกอบด้วย

๑.๑.๑ บทบาทหน้าที่ของอาจารย์ในพันธกิจของสถาบัน

๑.๑.๒ สิทธิผลประโยชน์ของอาจารย์ และกฎระเบียบต่างๆ

๑.๑.๓ หลักสูตร การจัดการเรียนการสอน และกิจกรรมต่างๆ ของสาขาวิชาปรัชญา

๑.๒  จัดให้มีอาจารย์อาวุโสเป็นอาจารย์พี่เลี้ยง โดยมีหน้าที่ให้คำแนะนำและการปรึกษาเพื่อเรียนรู้และปรับตัวเองเข้าสู่การเป็นอาจารย์ในสาขาวิชาปรัชญา มีการนิเทศการสอนทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติที่ต้องสอน และมีการประเมินและติดตามความก้าวหน้าในการปฏิบัติงานของอาจารย์ใหม่

. การพัฒนาความรู้และทักษะให้แก่คณาจารย์

๒.๑ ส่งเสริมอาจารย์ให้มีการเพิ่มพูนความรู้ สร้างสมประสบการณ์ในงานที่เกี่ยวข้องกับสาขาวิชาที่รับผิดชอบ เพื่อส่งเสริมการสอนและการวิจัยอย่างต่อเนื่องทั้งอาจารย์เก่าและอาจารย์ใหม่ โดยการสนับด้านการศึกษาต่อ ฝึกอบรม ดูงานทางวิชาการและวิชาชีพในองค์กรต่างๆ การประชุมทางวิชาการทั้งในประเทศและ/หรือต่างประเทศ การลาเพื่อเพิ่มพูนความรู้และประสบการณ์

๒.๒ การเพิ่มพูนทักษะการจัดการเรียนการสอนและการประเมินผลให้ทันสมัย

๒.๓ การมีส่วนร่วมในกิจกรรมบริการวิชาการแก่ชุมชนที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาความรู้และคุณธรรม

๒.๔ มีการกระตุ้นอาจารย์พัฒนาผลงานทางวิชาการสายตรงในสาขาวิชาปรัชญา

๒.๕ ส่งเสริมการทำวิจัยสร้างองค์ความรู้ใหม่เป็นหลักและเพื่อพัฒนาการเรียนการสอนและมีความเชี่ยวชาญในสาขาวิชาชีพ

 

 

 

 

 

 

 

หมวดที่ ๗

การประกันคุณภาพหลักสูตร

 

๑. การกำกับมาตรฐานหลักสูตร

 

               การบริหารจัดการหลักสูตรจัดให้ดำเนินการตามเกณฑ์มาตรฐานหลักสูตรที่กำหนดโดย สกอ.ตามรายละเอียดต่อไปนี้

๑.๑.จัดให้มีอาจารย์ผู้รับผิดชอบหลักสูตรจำนวน ๓ ท่าน ซึ่งมีคุณสมบัติและมีผลงานวิชาการเป็นไปตามเกณฑ์มาตรฐานหลักสูตรระดับบัณฑิตศึกษา ตามประกาศกระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ.๒๕๕๘ ทำหน้าที่ในการบริหาร พัฒนาหลักสูตรและการเรียนการสอน ตั้งแต่การวางแผน การควบคุมคุณภาพ การติดตามประเมินผล  การพัฒนาหลักสูตรตลอดระยะเวลาที่จัดการศึกษาและมีหน้าที่ในการเป็นอาจารย์ที่ปรึกษาพุทธศาสตรมหาบัณฑิต/หรืออาจารย์ผู้สอบวิทยานิพนธ์  สารนิพนธ์และ/หรืออาจารย์ผู้สอน

๑.๒ จัดให้มีอาจารย์ประจำหลักสูตรซึ่งมีคุณสมบัติและมีผลงานวิชาการเป็นไปตามเกณฑ์มาตรฐานหลักสูตรระดับบัณฑิตศึกษาตามประกาศกระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ.๒๕๕๘ ทำหน้าที่รับผิดชอบตามพันธกิจของการอุดมศึกษาและปฏิบัติหน้าที่เต็มเวลามีหน้าที่ในการเป็นอาจารย์ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์ สารนิพนธ์และ/หรืออาจารย์ผู้สอบวิทยานิพนธ์  สารนิพนธ์และ/หรืออาจารย์ผู้สอน

๑.๓ มีการควบคุมภาระงานอาจารย์ที่ปรึกษามหาบัณฑิตให้เป็นไปตามเกณฑ์มาตรฐานหลักสูตรระดับบัณฑิตศึกษาตามประกาศกระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ.๒๕๕๘

๑.๔ ผลงานวิทยานิพนธ์ของผู้สำเร็จการศึกษาได้รับการตีพิมพ์หรืออย่างน้อยได้รับการยอมรับให้ตีพิมพ์ในวารสารระดับชาติหรือนานาชาติที่มีคุณภาพตามประกาศคณะกรรมการอุดมศึกษาเรื่องหลักเกณฑ์การพิจารณาวารสารทางวิชาการสำหรับการเผยแพร่ผลงานทางวิชาการเป็นไปตามเกณฑ์มาตรฐานหลักสูตรระดับบัณฑิตศึกษา ตามประกาศกระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ.๒๕๕๘  หรือยอมรับให้ตีพิมพ์ในวารสารหรือสิ่งพิมพ์ทางวิชาการหรือนำเสนอต่อที่ประชุมที่มีรายงานการประชุม(Proceedings)

๑.๕ มีการประเมินผลหลักสูตรโดยนิสิตประเมินก่อนสำเร็จการศึกษา เพื่อนำผลการประเมินมาปรับปรุงหลักสูตรให้มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องทุก ๕ ปี และจัดให้มีคณะกรรมการพัฒนาหลักสูตรเพื่อรับผิดชอบในการวางแผนปรับปรุงพัฒนาหลักสูตร

๑.๖  ส่งเสริมและสนับสนุนให้มหาบัณฑิตจบการศึกษาตามที่กำหนดไว้ในแผนการศึกษา

๑.๗  ติดตามควบคุมการดำเนินงานของหลักสูตรให้เป็นไปตามตัวบ่งชี้ผลการดำเนินงานเพื่อการประกันคุณภาพหลักสูตรและการเรียนการสอน

๑.๘  มีการจัดทำรายละเอียดของ มคอ.๓ และมคอ.๕

๑.๙ มีการประเมินความพึงพอใจของหลักสูตรและการเรียนการสอนโดยบัณฑิตที่สำเร็จการศึกษา

 

 

 

 

๒. บัณฑิต

 

                ๒.๑ มีการสำรวจความพึงพอใจของผู้ใช้มหาบัณฑิต เพื่อนำข้อมูลไปปรับปรุงหลักสูตรให้ทันสมัยอยู่เสมอ

๒.๒ มีการพัฒนาและส่งเสริม ควบคุมและติดตามให้ผลงานของนิสิตและผู้สำเร็จการศึกษาได้รับการตีพิมพ์หรือเผยแพร่ผลงานวิชาการในวารสารระดับชาติหรือนานาชาติที่มีคุณภาพตามประกาศคณะกรรมการอุดมศึกษาเรื่อง หลักเกณฑ์การพิจารณาวารสารทางวิชาการสำหรับการเผยแพร่ผลงานทางวิชาการ

๒.๓  อื่นๆ (ตามกำหนดเพิ่มเติมของบัณฑิตวิทยาลัย)

 

๓. นิสิต

 

               ๓.๑ มีการวางแผนกระบวนการรับนิสิตอย่างมีระบบ มีกลไก นำไปสู่การปฏิบัติและจัดให้มีการวัดผลประเมินผลเพื่อติดตามและนำมาปรับปรุงแก้ไขพัฒนาคุณภาพกระบวนการรับนิสิตโดยกำหนดคุณสมบัติของนิสิตให้สอดคล้องกับลักษณะธรรมชาติของหลักสูตร เกณฑ์ในการคัดเลือกมีความโปร่งใสชัดเจน มีเครื่องมือในการคัดเลือกนิสิตที่มีความพร้อมสามารถสำเร็จการศึกษาได้ตามระยะเวลาที่หลักสูตรกำหนด

๓.๒ สำหรับนิสิตที่มีคุณสมบัติไม่ครบถ้วนตามเกณฑ์ที่กำหนดในการประกาศรับ หลักสูตรมีกระบวนการในการเตรียมความพร้อมให้กับนิสิตก่อนเข้าศึกษาอย่างมีระบบ  มีกลไกนำไปสู่การปฏิบัติและมีการประเมินผลติดตามเพื่อนำมาพัฒนาปรับปรุงแก้ไขกระบวนการเตรียมความพร้อมให้นิสิตก่อนเข้ารับการศึกษา

               ๓.๓  มีกระบวนการดูแลให้คำปรึกษาและมีการวางระบบการป้องกันหรือการบริหารจัดการความเสี่ยงของนิสิตและให้คำปรึกษาทั้งด้านการเรียนการสอน และการใช้ชีวิตในมหาวิทยาลัยตลอดระยะเวลาที่มีสภาพเป็นนิสิต

๓.๔  มีกระบวนการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ โดยเฉพาะการเรียนรู้จากการปฏิบัติและประสบการณ์จริง

๓.๕  มีระบบการสื่อสารข้อมูลให้เข้าถึงนิสิตอย่างทั่วถึง เช่น การสื่อสารผ่านข้อความ (Line) หรืออีเมล์ (e-mail) เป็นต้น

๓.๖  อื่นๆ (ตามกำหนดเพิ่มเติมของบัณฑิตวิทยาลัย)

 

๔.  การสนับสนุนและให้คำแนะนำแก่นิสิต

 

               ๔.๑ การให้คำปรึกษาด้านวิชาการและอื่นๆแก่นิสิต

                   บัณฑิตวิทยาลัยมีการแต่งตั้งอาจารย์ที่ปรึกษาทางวิชาการให้แก่นิสิตทุกคน โดยนิสิตที่มีปัญหาในการเรียนสามารถปรึกษากับอาจารย์ที่ปรึกษาทางวิชาการได้ โดยอาจารย์ของบัณฑิตวิทยาลัยทุกคนจะต้องทำหน้าที่อาจารย์ที่ปรึกษาทางวิชาการให้แก่นิสิต และทุกคนต้องกำหนดชั่วโมงให้คำปรึกษา  เพื่อให้นิสิตเข้าปรึกษาได้ นอกจากนี้ ยังมีระบบอาจารย์ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์ ซึ่งจะคอยชี้แนะกระบวนการในการพัฒนาศักยภาพการเรียนรู้และการวิจัย และมีระบบให้ข้อมูลย้อนกลับจากผลการศึกษาและการประเมินด้านต่างๆ เพื่อให้นิสิตได้มีการพัฒนาตนเอง

 

๔.๒ การอุทธรณ์ของนิสิต

กรณีที่นิสิตมีความสงสัยเกี่ยวกับผลการประเมินในรายวิชาใดสามารถที่จะยื่นคำร้องขอดูกระดาษคำตอบในการสอบ ตลอดจนดูคะแนนและวิธีการประเมินของอาจารย์ในแต่ละรายวิชาได้

 

๕. คณาจารย์

         

              ๕.๑  มีการคัดเลือกอาจารย์ใหม่ตามระเบียบและหลักเกณฑ์ของมหาวิทยาลัยโดยอาจารย์ใหม่ จะต้องมีวุฒิการศึกษาระดับปริญญาเอกในสาขาวิชาปรัชญา

๕.๒  การมีส่วนร่วมของคณาจารย์ในการวางแผน การติดตามและทบทวนหลักสูตร คณาจารย์ประจำหลักสูตรประชุมร่วมกันในการวางแผนจัดการเรียนการสอน ประเมินผล และให้ความเห็นชอบการประเมินผลทุกรายวิชา เก็บรวบรวมข้อมูลเพื่อเตรียมไว้สำหรับการปรับปรุงหลักสูตร ตลอดจนปรึกษาหารือแนวทางที่จะทำให้บรรลุเป้าหมายตามหลักสูตร และได้มหาบัณฑิตเป็นไปตามคุณลักษณะมหาบัณฑิตที่พึงประสงค์

 

๖. การแต่งตั้งคณาจารย์พิเศษ

 

               บัณฑิตวิทยาลัยกำหนดนโยบายให้มีการเชิญอาจารย์พิเศษหรือวิทยากรมาบรรยาย โดยที่อาจารย์พิเศษหรือวิทยากรจะต้องเป็นผู้มีความเชี่ยวชาญในสาขาวิชานั้นๆ  อาจารย์ประจำรายวิชาพิจารณาเสนอชื่ออาจารย์พิเศษ เพื่อร่วมสอนในรายวิชาในบางชั่วโมง ทั้งนี้ให้คณาจารย์รับผิดชอบหลักสูตรพิจารณาอนุมัติ

 

๗. หลักสูตร การเรียนการสอน การประเมินผู้เรียน

 

๗.๑ หลักสูตร  มีคณะกรรมการพัฒนาหลักสูตรรับผิดชอบการออกแบบและพัฒนาหลักสูตรมีกระบวนการในการวางแผนควบคุมกำกับสาระของรายวิชาให้สอดคล้องกับความมุ่งหมายของหลักสูตร อ้างอิงข้อมูลจากการศึกษาค้นคว้าเทียบเคียงกับหลักสูตรอื่นๆ และจัดสัมมนารับฟังความคิดเห็นจากผู้ใช้บัณฑิต ศิษย์เก่า ศิษย์ปัจจุบันและผู้ทรงคุณวุฒิทั้งในและนอกสถาบัน และได้นำข้อมูลดังกล่าวไปปรับปรุงหลักสูตรให้ทันสมัยตามความก้าวหน้าของวิชาการและความต้องการของสังคม

๗.๒ การเรียนการสอน อาจารย์ประจำหลักสูตรประชุมทุกภาคการศึกษาเพื่อระดมความเห็น กำหนดผู้สอนโดยคัดเลือกตามคุณวุฒิและประสบการณ์เพื่อให้เกิดประโยชน์แก่นิสิต อาจารย์ประจำหลักสูตรประชุมกันเมื่อสิ้นภาคการศึกษาเพื่อกำหนดมาตรการ พิจารณาจุดเด่น จุดควรปรับปรุงในการเรียนการสอน มีการติดตาม การประเมินผลกระบวนการจัดการเรียนการสอนในแต่ละรายวิชา นำผลการประเมินมาปรับปรุงในการจัดการเรียนการสอนให้เหมาะสม มีจัดการเรียนการสอนในรูปแบบทีมอาจารย์โดยเนื้อหาเป็นไปในทิศทางเดียวกัน จัดอาจารย์ประจำหลักสูตรเป็นที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์และมีอาจารย์ที่ปรึกษาร่วม จำนวน ๑ ท่าน ในการติดตามประเมินผลการทำวิจัยของนิสิตเพื่อให้ได้องค์ความรู้ของงานวิจัยที่สอดคล้องกับอัตลักษณ์ของหลักสูตร

๗.๓ การประเมินผู้เรียน มีวิธีการประเมินผลการเรียนรู้ที่หลากหลาย มีการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนโดยให้ความสำคัญกับผู้เรียน มีการประเมินการจัดการเรียนการสอนและประเมินหลักสูตรเพื่อให้ผลการเรียนรู้เป็นไปตามกรอบมาตรฐานคุณวุฒิระดับอุดมศึกษา

 

๘. สิ่งสนับสนุนการเรียนรู้

 

๘.๑ การบริหารงบประมาณ

มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยจัดสรรงบประมาณประจำปี ทั้งงบประมาณแผ่นดินและเงินรายได้เพื่อจัดซื้อตำรา สื่อการเรียนการสอน โสตทัศนูปกรณ์ และวัสดุครุภัณฑ์คอมพิวเตอร์อย่างเพียงพอเพื่อสนับสนุนการเรียนการสอนในชั้นเรียนและสร้างสภาพแวดล้อมให้เหมาะสมกับการเรียนรู้ด้วยตนเองของนิสิต 

 

               ๘.๒ ทรัพยากรการเรียนการสอน

๑) ทรัพยากรการเรียนการสอนที่มีอยู่เดิม  บัณฑิตวิทยาลัยมีความพร้อมด้านหนังสือ ตำราเฉพาะทาง และมีอุปกรณ์ที่ใช้สนับสนุนการจัดการเรียนการสอนอย่างพอเพียง มีเอกสารสิ่งพิมพ์และสื่อการศึกษาที่สัมพันธ์กับสาขาวิชาพระพุทธศาสนาดังนี้

ตำราภาษาไทย                         ๑๓๒,๕๒๕     เล่ม

ตำราภาษาอังกฤษ                        ๒๑,๕๗๐     เล่ม

วารสารภาษาไทยและอังกฤษ              ๒,๐๐๐     ชื่อเรื่อง

ฐานข้อมูลออนไลน์                  ๒,๐๐๐,๐๐๐     ชื่อเรื่อง

๒) การบริการเทคโนโลยีสารสนเทศ คอมพิวเตอร์ ไวไฟ (Wifi)  นอกจากนี้ ยังมีสื่อการศึกษาในรูปแบบอื่นๆ เช่น VCD, DVD, CD-ROM, แผนที่, หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ และบริการห้องสมุดผ่านระบบอินเทอร์เน็ตทั่วประเทศ (Journal-Link) และฐานข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ มีเพียงพอในห้องสมุดมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย หอสมุดกลางของมหาวิทยาลัยอื่นๆ เช่น หอสมุดมหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากรและจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยซึ่งมีตำรางานวิจัยด้านศาสนา

๓) ส่งเสริมสนับสนุนให้นิสิตสามารถเรียนรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ประสิทธิผล ตามมาตรฐานผลการเรียนรู้ที่กำหนดตามกรอบมาตรฐานคุณวุฒิระดับอุดมศึกษาแห่งชาติ โดยพิจารณาการดำเนินการปรับปรุงพัฒนาจากผลการประเมินความพึงพอใจของนิสิตและอาจารย์ต่อสิ่งสนับสนุนการเรียนรู้ที่เพียงพอและมีความเหมาะสมต่อการจัดการเรียนการสอน เปิดโอกาสให้นิสิตแจ้ง ระบุความต้องการหนังสือ ตำรา วารสารและอุปกรณ์การเรียนการสอน         ในการประสานการจัดซื้อหนังสือนั้น อาจารย์ผู้สอนแต่ละรายวิชา จะมีส่วนร่วมในการเสนอแนะรายชื่อหนังสือ ตลอดจนสื่ออื่นๆ ที่จำเป็น นอกจากนี้อาจารย์พิเศษที่เชิญมาสอนบางรายวิชาและบางหัวข้อ ก็มีส่วนในการเสนอแนะรายชื่อหนังสือ สำหรับให้หอสมุดกลางจัดซื้อหนังสือด้วย และในส่วนของบัณฑิตวิทยาลัยมีการสั่งซื้อหนังสือ ตำรา หรือวารสารเฉพาะทาง เพื่อเข้าห้องสมุดของบัณฑิตวิทยาลัย

              ๘.๓ การบริหารบุคลากรสนับสนุนการเรียนการสอน    

๑)  บุคลากรสายสนับสนุนควรมีวุฒิปริญญาตรี-โทที่เกี่ยวข้องกับภาระงานที่รับผิดชอบและมีความรู้ด้านปรัชญาหรือพระพุทธศาสนา สามารถปฏิบัติงานในตำแหน่งธุรการ ทั้งด้านระเบียบงานฝ่ายบุคคล เอกสาร การติดต่อประสานงาน การแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า โดยประสานงานกับผู้บังคับบัญชาในบัณฑิตวิทยาลัย เพื่ออำนวยความสะดวกแก่คณาจารย์และนักศึกษา ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

๒)  การเพิ่มทักษะความรู้เพื่อการปฏิบัติงาน  หน่วยงานระดับคณะ  จัดให้มีการฝึกอบรม ทักษะด้านต่างๆ ที่จำเป็นต่อการปฏิบัติงาน  การเรียนรู้เทคโนโลยี การสื่อสาร การพัฒนาศักยภาพเพื่อพัฒนาองค์กร ส่งเสริมให้บุคลากรร้อยละ ๕๐ ได้มีโอกาสเรียนรู้ด้านต่างๆ ดังกล่าวข้างต้นเป็นประจำทุกปี

 

๙. ความต้องการของตลาดแรงงาน สังคม และ/หรือ ความพึงพอใจของผู้ใช้มหาบัณฑิต

 

๙.๑ มีการศึกษาและวิเคราะห์ความต้องการของตลาดแรงงาน สังคม เพื่อเป็นข้อมูลพื้นฐานในการเปิดและการปรับปรุงและพัฒนาหลักสูตรอย่างต่อเนื่องทุกๆ ๕ ปี

  •           ๙.๒ มีการศึกษาความพึงพอใจของผู้ใช้มหาบัณฑิตและนายจ้าง (ทุกๆ ปีการศึกษา)

๙.๓ มีการติดตามการพัฒนาอาชีพและความก้าวหน้าในการทำงานของมหาบัณฑิต  เพื่อให้ได้ข้อมูลย้อนกลับมาพัฒนาและปรับปรุงหลักสูตร

 

๑๐. ตัวบ่งชี้ผลการดำเนินงาน (Key Performance Indicators)

 

               หลักสูตรพุทธศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาปรัชญา มีการวางแผนติดตามควบคุมการดำเนินงานของหลักสูตรและการเรียนการสอนตามตัวบ่งชี้ TQF ตัวบ่งชี้ที่ ๑-๕  ซึ่งเป็นตัวบ่งชี้บังคับต้องมีผลดำเนินการบรรลุตามเป้าหมายติดต่อกันไม่น้อยกว่า ๒ ปี และมีจำนวนตัวบ่งชี้ที่มีผลดำเนินการบรรลุเป้าหมายไม่น้อยกว่า ๘๐% ของตัวบ่งชี้รวม  โดยพิจารณาจากจำนวนตัวบ่งชี้บังคับและตัวบ่งชี้รวมในแต่ละปี ดังนี้

 

ดัชนีตัวบ่งชี้ผลการดำเนินงาน ปีที่ ๑ ปีที่ ๒ ปีที่ ๓ ปีที่ ๔
๑. อาจารย์ประจำหลักสูตรอย่างน้อยร้อยละ ๘๐ มีส่วนร่วมในการประชุม เพื่อวางแผน ติดตาม และทบทวนการดำเนินการของหลักสูตร  

X

 

X

 

X

 

X

 

๒. มีรายละเอียดของหลักสูตร ตามแบบ มคอ.๒ ที่สอดคล้องกับกรอบมาตรฐานคุณวุฒิแห่งชาติ และ/หรือ มาตรฐานคุณวุฒิสาขา (ถ้ามี)  

X

 

X

 

X

X
๓. มีรายละเอียดของรายวิชา ตามแบบ มคอ.๓  อย่างน้อยก่อนเปิดการสอนในแต่ละภาคการศึกษาให้ครบทุกรายวิชา

 

 

 

X

 

X

 

X

 

X

 

๔. จัดทำรายงานผลการดำเนินการของรายวิชา ตามแบบ มคอ.๕ ภายใน ๓๐ วันหลังสิ้นสุดภาคการศึกษาที่เปิดสอนให้ครบทุกรายวิชา (ไม่มี มคอ.๖ รายงานผลการดำเนินการของประสบการณ์ภาคสนาม)  

X

 

X

 

X

 

X

๕. จัดทำรายงานการดำเนินการของหลักสูตร ตามแบบ มคอ.๗ ภายใน ๖๐ วันหลังสิ้นสุดปีการศึกษา

 

 

X

 

X

 

X

X
๖. มีการทวนสอบผลสัมฤทธิ์ของนิสิตตามมาตรฐานผลการเรียนรู้ที่กำหนดใน มคอ.๓ อย่างน้อยร้อยละ ๒๕ ของรายวิชาที่เปิดสอนในแต่ละปีการศึกษา  

X

 

X

 

X

X
๗. มีการพัฒนาและปรับปรุงการเรียนการสอน กลยุทธ์การสอน หรือประเมินผลการเรียนรู้จากผลการประเมินการดำเนินงานที่รายงานใน มอค.๗ ปีที่แล้ว    

X

 

X

X
๘. อาจารย์ใหม่ทุกคน (ถ้ามี) ได้รับการปฐมนิเทศหรือแนะนำด้านการเรียนการสอน  

X

 

X

 

X

X
๙. อาจารย์ทุกคนได้รับการพัฒนาทางวิชาการอย่างน้อยปีละ ๑ ครั้ง X X X X
๑๐. บุคลากรสนับสนุนการเรียนการสอน (ถ้ามี) ได้รับการพัฒนาทางวิชาการ และ/หรือ วิชาชีพอย่างน้อยร้อยละ ๕๐ ต่อปี X X X X
๑๑. ระดับความพึงพอใจของนิสิตปีสุดท้ายมหาบัณฑิตใหม่ที่มีต่อคุณภาพหลักสูตร เฉลี่ยไม่น้อยกว่า ๓.๕ จากคะแนนเต็ม ๕.๐     X X
๑๒. ระดับความพึงพอใจของผู้ใช้บัณฑิตที่มีต่อมหาบัณฑิตใหม่เฉลี่ยไม่น้อยกว่า ๓.๕ จากคะแนนเต็ม ๕.๐     X X

 

 

หมวดที่ ๘

การประเมินและปรับปรุงการดำเนินการของหลักสูตร

 

๑. การประเมินประสิทธิผลของการสอน

 

. การประเมินกลยุทธ์การสอน

กระบวนการที่จะใช้ในการประเมินและปรับปรุงยุทธศาสตร์ที่วางแผนไว้เพื่อพัฒนาการเรียนการสอนนั้น พิจารณาจากตัวนิสิต โดยอาจารย์ผู้สอนจะต้องประเมินผู้เรียนในทุกๆ หัวข้อ ว่ามีความเข้าใจหรือไม่ โดยอาจประเมินจากการทดสอบย่อย การสังเกตพฤติกรรมของนิสิต การอภิปรายโต้ตอบจากนิสิต การตอบคำถามของนิสิตในชั้นเรียน ซึ่งเมื่อรวบรวมข้อมูลจากที่กล่าวข้างต้นแล้ว ก็ควรจะสามารถประเมินเบื้องต้นได้ว่า ผู้เรียนมีความเข้าใจหรือไม่ หากวิธีการที่ใช้ไม่สามารถทำให้นิสิตเข้าใจได้ ก็จะต้องมีการปรับเปลี่ยนวิธีสอน การทดสอบกลางภาคเรียนและปลายภาคเรียน จะสามารถชี้ได้ว่านิสิตมีความเข้าใจหรือไม่ในเนื้อหาที่ได้สอนไป หากพบว่ามีปัญหาก็จะต้องมีการดำเนินการวิจัยเพื่อพัฒนาการเรียนการสอนในโอกาสต่อไป

. การประเมินทักษะของอาจารย์ในการใช้แผนกลยุทธ์การสอน

ให้นิสิตได้มีการประเมินผลการสอนของอาจารย์ในทุกด้าน ทั้งด้านทักษะกลยุทธ์การสอน การตรงต่อเวลา การชี้แจงเป้าหมาย วัตถุประสงค์รายวิชา ชี้แจงเกณฑ์การประเมินผลรายวิชา และการใช้สื่อการสอนในทุกรายวิชา

๒.  การประเมินหลักสูตรในภาพรวม

.๑ ประเมินจากนิสิตและศิษย์เก่า

ดำเนินการประเมินจากนิสิต โดยติดตามจากผลการทำวิทยานิพนธ์ ซึ่งอาจารย์สามารถประเมินผลการทำงานได้ตั้งแต่เริ่มต้นกระบวนการจนถึงขั้นตอนการนำเสนอเป็นรายบุคคล และสำหรับศิษย์เก่านั้นจะประเมินโดยใช้แบบสอบถามหรืออาจจะจัดประชุมศิษย์เก่าตามโอกาสที่เหมาะสม

.๒ ประเมินจากนายจ้างหรือสถานประกอบการ

ดำเนินการโดยการสัมภาษณ์จากสถานประกอบการหรือใช้วิธีการส่งแบบสอบถามไปยังผู้ใช้บัณฑิต

.๓ ประเมินโดยผู้ทรงคุณวุฒิหรือที่ปรึกษา

ดำเนินการโดยเชิญผู้ทรงคุณวุฒิมาให้ความเห็นหรือจากข้อมูลในรายงานผลการดำเนินงานหลักสูตร หรือจากรายงานของการประเมินผลการประกันคุณภาพภายใน

๓. การประเมินผลการดำเนินงานตามที่กำหนดในรายละเอียดหลักสูตร

 

มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยได้มีการตรวจประเมินคุณภาพการศึกษาภายในทุกปีการศึกษา  บัณฑิตวิทยาลัยจะนำผลการประเมินดังกล่าวมาพัฒนาปรับปรุงต่อไป และจะประเมินตามตัวบ่งชี้ผลการดำเนินงานที่ระบุไว้ในหมวด ๗ ข้อ ๗ โดยคณะกรรมการประเมินอย่างน้อย ๓ คน ซึ่งต้องประกอบด้วย อาจารย์ผู้รับผิดชอบหลักสูตร กรรมการประเมินคุณภาพภายใน

๔.  การทบทวนผลการประเมินและวางแผนปรับปรุง

 

จากการรวบรวมข้อมูลการประเมินทั้งหมด จะทำให้ทราบปัญหาของการบริหารหลักสูตรทั้งในภาพรวม และในแต่ละรายวิชา กรณีที่พบปัญหาในรายวิชาก็สามารถที่จะดำเนินการปรับปรุงรายวิชานั้นๆ ได้ทันที ซึ่งก็จะเป็นการปรับปรุงย่อย ในการปรับปรุงย่อยนั้นควรทำได้ตลอดเวลาที่พบปัญหา สำหรับการปรับปรุงหลักสูตรทั้งฉบับนั้น จะกระทำทุก ๕ ปี ทั้งนี้เพื่อให้หลักสูตรมีความทันสมัยและสอดคล้องกับความต้องการของผู้ใช้บัณฑิตอยู่เสมอ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ภาคผนวก

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ภาคผนวก ก

 

  • รายละเอียดในการพัฒนา ปรับปรุง และตารางเปรียบเทียบรายวิชาในหลักสูตรฯ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

รายละเอียดในการพัฒนา ปรับปรุง และตารางเปรียบเทียบรายวิชา

หลักสูตรพุทธศาสตรมหาบัณฑิต  สาขาวิชาปรัชญา

 

การปรับปรุงแก้ไขหลักสูตรครั้งนี้  มีสาระสำคัญดังนี้

 

  • ปรับปรุงอาชีพที่ประกอบได้หลังสำเร็จการศึกษา

 

หลักสูตรเดิม

(พ.ศ. ๒๕๕๕)

หลักสูตรใหม่

(พ.ศ. ๒๕๖๐)

สรุปการเปลี่ยนแปลง
. อาชีพที่ประกอบได้หลังสำเร็จการศึกษา

๘.๑ อาจารย์มหาวิทยาลัย

๘.๒ นักวิชาการด้านการศึกษา

๘.๓ นักวิจัยทางปรัชญาและพุทธปรัชญา

๘.๔ ที่ปรึกษาทั้งองค์กรภาครัฐและเอกชน เช่น ราชบัณฑิต นักเจรจา เป็นต้น

๘.๕ ประกอบอาชีพอิสระ

๘.๖ อื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับสาขาวิชาปรัชญา

. อาชีพที่ประกอบได้หลังสำเร็จการศึกษา

๘.๑  ครู อาจารย์ในสถาบันการศึกษา นักวิชาการ

๘.๒  นักวิจัยทางด้านปรัชญา ศาสนา และวัฒนธรรม

๘.๓  นักเขียน นักเทศน์(พระ)

๘.๔  นักบริหาร นักพัฒนา นักวิเคราะห์และประเมินแผนและนโยบายขององค์กร

๘.๕  นักการเมือง นักวิพากษ์

๘.๖  วิทยากรฝึกอบรมคุณธรรมจริยธรรม

๘.๗  ที่ปรึกษาทั้งองค์กรภาครัฐและเอกชน

๘.๘  ประกอบอาชีพอิสระ เช่น นักวิจารณ์ภาพยนตร์ นักวิจารณ์สังคม ผู้นำองค์กรอิสระ เป็นต้น

๘.๙  อื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับสาขาวิชาปรัชญาและศาสนา

ปรับให้สอดคล้องกับนโยบายรัฐ พันธกิจของมหาวิทยาลัย และวัตถุประสงค์ของหลักสูตร

 

 

  • ปรับปรุงอาจารย์ผู้รับผิดชอบหลักสูตร
หลักสูตรเดิม  (พ.ศ. ๒๕๕๕) หลักสูตรใหม่ (พ.ศ. ๒๕๖๐) สรุปการเปลี่ยนแปลง
๑. พระมหาบรรจง สิริจนฺโท/สมณะ, ดร.

 

๑. พระครูภาวนาโพธิคุณ

(พระสมชาย กนฺตสีโล, ผศ.ดร.)

ปรับให้สอดคล้องกับข้อบังคับของ สกอ. และวัตถุประสงค์ของหลักสูตร
๒. รศ.อุดม บัวศรี

 

๒. ผศ.ดร.จักรพรรณ วงศ์พรพวัณ

 

๓. ผศ.ดร.จักรพรรณ วงศ์พรพวัณ ๓. ผศ.ดร.จรัส ลีกา

 

 

 

 

 

 

  • ปรับปรุงสถานการณ์ภายนอกหรือการพัฒนาที่จำเป็นที่ต้องนำมาพิจารณาในการวางแผนหลักสูตร และผลกระทบ

 

หลักสูตรเดิม (พ.ศ. ๒๕๕๕) หลักสูตรใหม่ (พ.ศ. ๒๕๖๐) สรุปการเปลี่ยนแปลง
๑๑.๑ สถานการณ์หรือการพัฒนาทางเศรษฐกิจ

สถานการณ์ของระบบเศรษฐกิจโลกในยุคโลกาภิวัตน์ที่มีความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว แนวคิดปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเป็นเป้าหมายการพัฒนาประเทศไทย ที่ได้กำหนดไว้ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ  ฉบับที่ ๘  และต่อเนื่องมาจนฉบับที่ ๑๑  ในปัจจุบัน โดยให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหาจากวิกฤตเศรษฐกิจให้ลุล่วง และสร้างฐานเศรษฐกิจภายในประเทศให้เข้มแข็งและมีภูมิคุ้มกันต่อกระแสการเปลี่ยนแปลงจากภายนอก  ขณะเดียวกันมุ่งการพัฒนาที่สมดุลทั้งตัวคน สังคม เศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมเพื่อนำไปสู่การพัฒนาที่ยังยืนและความอยู่ดีมีสุขของคนไทย แนวคิดการพัฒนาประเทศตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง คือ แนวทางการดำรงอยู่และการปฏิบัติตนของประชาชนทุกระดับตั้งแต่ครอบครัว ระดับชุมชน  จนถึงระดับรัฐ  ทั้งในการพัฒนาและการบริหารประเทศให้ดำเนินไปในทิศทางสายกลาง  โดยเฉพาะการพัฒนาเศรษฐกิจเพื่อให้ก้าวทันต่อโลกยุคโลกาภิวัตน์

สถานการณ์ดังกล่าวนี้ จึงต้องการนักพัฒนาที่มีความรู้ความสามารถ เข้าใจถึงแก่นแท้ของการประยุกต์ใช้องค์ความรู้ด้านวิชาการทางปรัชญา เพื่อมาทำหน้าที่ในการพัฒนาตามแนวเศรษฐกิจพอเพียงตั้งแต่ระดับชุมชน สังคม จนถึงระดับประเทศต่อไป

๑๑.๑ สถานการณ์หรือการพัฒนาทางเศรษฐกิจ

สถานการณ์ของระบบเศรษฐกิจโลกในยุคโลกาภิวัตน์ที่มีความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว แนวคิดปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเป็นเป้าหมายการพัฒนาประเทศไทย ที่ได้กำหนดไว้ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ  ฉบับที่ ๘  และต่อเนื่องมาจนฉบับที่ ๑๒ ที่ต้องการสร้างการเติบโตของคนไทยอย่างมีคุณภาพ  และหล่อหลอมให้คนไทยมีค่านิยมตามบรรทัดฐานที่ดีทางสังคม  เป็นคนดี มีสุขภาวะที่ดี มีคุณธรรมจริยธรรม มีระเบียบวินัย และมีจิตสำนึกที่ดีต่อสังคมส่วนรวม  ตลอดจนพัฒนาทักษะให้สอดคล้องกับความต้องการในตลาดแรงงานและทักษะที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตในศตวรรษที่ ๒๑   เมื่อพิจารณาแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ ๑๒ ที่ยึดหลัก “ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง” “การพัฒนาที่ยั่งยืน” และ “คนเป็นศูนย์กลางการพัฒนา” จะพบว่า รัฐบาลต้องการวางรากฐานเพื่อพัฒนาให้คนไทยเป็นคนที่สมบูรณ์  มีคุณธรรมจริยธรรม  มีระเบียบ วินัย ค่านิยมที่ดี มีจิตสาธารณะ และมีความสุข โดยมีสุขภาวะและสุขภาพที่ดี ครอบครัวอบอุ่น ตลอดจน เป็นคนเก่งที่มีทักษะความรู้ความสามารถและพัฒนาตนเองได้ต่อเนื่องตลอดชีวิต

สถานการณ์ดังกล่าวนี้จึงต้องการการจัดการศึกษาที่สามารถพัฒนาคนให้มีความรู้ความสามารถเชิงวิชาการด้านปรัชญา  แนวคิดเรื่องการพัฒนาที่ยั่งยืน  การพัฒนาโดยมีคนเป็นศูนย์กลาง  แล้วประยุกต์องค์ความรู้นั้นขับเคลื่อนชุมชน สังคม และประเทศชาติต่อไป

 

ปรับให้สอดคล้องกับนโยบายรัฐ แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ ๑๒

พันธกิจของมหาวิทยาลัย ปรัชญาและวัตถุประสงค์ของหลักสูตร

๑๑.๒ สถานการณ์หรือการพัฒนาทางสังคมและวัฒนธรรม

สภาพสังคมที่เปลี่ยนแปลงไปตามกระแสโลกาภิวัตน์ สิ่งที่ปรากฏอย่างเด่นชัดก็คือ ประเทศมีความก้าวหน้าทางด้านเศรษฐกิจ โดยมีตัวบ่งชี้ที่คัญ คือ GDP (Gross Domestic Product) ที่เติบโตตามลำดับ แต่ในขณะเดียวกันกลับพบว่า  ปัญหาต่าง ๆ ในสังคมที่ก่อตัวขึ้นและมีผลกระทบต่อชุมชน สังคม ประเทศชาติมีมากมาย เช่น ปัญหาความรุนแรงในประเทศ ปัญหาการทุจริตคอรัปชั่น  ปัญหาการว่างงาน ปัญหาความเหลื่อมล้ำในสังคม ปัญหาด้านการบริหารจัดการที่เกิดจากการใช้กฎหมายอย่างไม่เป็นธรรม ปัญหาการขาดธรรมาภิบาลในองค์กร และนำมาสู่การที่องค์กรกำกับดูแลด้านคุณภาพจำเป็นต้องเสนอแนวคิดที่ใช้สำหรับกำกับให้องค์กรต่าง ๆ ต้องดำเนินการให้เป็นไปตามเกณฑ์ จึงจะรับรองหน่วยงาน เช่น การให้การรับรองคุณภาพ หรือการประกันคุณภาพ จากประเด็นปัญหาต่าง ๆ ดังกล่าวข้างต้น ล้วนแต่เป็นปัจจัยที่ทำให้มีความต้องการนักบริหารที่มีศักยภาพสูงในการประยุกต์ความรู้ทางทฤษฎี การศึกษาวิจัยและองค์ความรู้ใหม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือองค์ความรู้ทางพระพุทธศาสนาและปรัชญา เพื่อนำไปสู่การปฏิบัติจริง และใช้เป็นแนวทางในการแก้ไขปัญหาในชีวิตประจำวัน

๑๑.๒  สถานการณ์หรือการพัฒนาทางสังคมและวัฒนธรรม

สภาพสังคมที่เปลี่ยนแปลงไปตามกระแสโลกาภิวัตน์ สิ่งที่ปรากฏอย่างเด่นชัดก็คือ ประเทศมีความก้าวหน้าทางด้านเศรษฐกิจ โดยมีตัวบ่งชี้ที่สำคัญ คือ GDP (Gross Domestic Product) ที่เติบโตตามลำดับ แต่ในขณะเดียวกันกลับพบว่า  ปัญหาต่าง ๆ ในสังคมที่ก่อตัวขึ้นและมีผลกระทบต่อชุมชน สังคม ประเทศชาติมีมากมาย เช่น ปัญหาความรุนแรงในครอบครัว สังคม และประเทศชาติ ปัญหาการทุจริตคอรัปชั่น  ปัญหาการว่างงาน ปัญหาความเหลื่อมล้ำในสังคม ปัญหาด้านการบริหารจัดการที่เกิดจากการใช้กฎหมายอย่างไม่เป็นธรรม ปัญหาการขาดธรรมาภิบาลในองค์กร ปัญหาเรื่องค่านิยมที่ดีงาม เป็นต้น ประเด็นปัญหาดังกล่าวข้างต้น ทำให้เกิดการเรียกร้องหาหลักการและวิธีการแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ  โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คือ หลักการและวิธีการทางปรัชญาและศาสนา  เพื่อใช้เป็นแนวทางในการแก้ไขปัญหา  เพราะปรัชญาและศาสนาถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิต เมื่อมนุษย์ในสังคมประสบปัญหาจำเป็นจะต้องหาหลักการ วิธีการ ที่อยู่ในวิถีชีวิตของมนุษย์มาเป็นกรอบในการพิจารณาแก้ไข ดังนั้น การปรับปรุงการจัดการเรียนการสอนด้านปรัชญาและศาสนาให้ทันต่อความเปลี่ยนแปลงของสังคม ที่ขับเคลื่อนด้วยความเจริญของเทคโนโลยีในสังคมปัจจุบันจึงเป็นสิ่งสำคัญ

 

ปรับให้สอดคล้องกับนโยบายรัฐ แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ ๑๒ พันธกิจของมหาวิทยาลัย ปรัชญาและวัตถุประสงค์ของหลักสูตร
ผลกระทบจากสถานการณ์ ผลกระทบจากสถานการณ์  
๑๒.๑ การพัฒนาหลักสูตร

บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ได้ตระหนักถึงความสำคัญและความจำเป็นในการผลิตบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถทางด้านวิชาการพระพุทธศาสนาและปรัชญาที่มีคุณภาพ มีองค์ความรู้และประสบการณ์ในลักษณะที่เป็นผู้รู้จริงและปฏิบัติได้ กระตุ้นให้เกิดการใช้ความรู้ความชัดเจนในการสร้างความเป็นเลิศทางวิชาการ ประกอบกับปัจจุบันส่วนงานบัณฑิตวิทยาลัยของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย มีความพร้อมในด้านต่าง ๆ สามารถรองรับการจัดการเรียนการสอนและการศึกษาวิจัยได้อย่างมีประสิทธิภาพ ดังนั้น ส่วนงานบัณฑิตวิทยาลัย จึงได้ปรับปรุงพัฒนาหลักสูตรพุทธศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาปรัชญา เพื่อให้ทันสมัยและเป็นประโยชน์มากขึ้น โดยมีการ บูรณาการแนวคิดทางด้านพระพุทธศาสนาและปรัชญาให้มากขึ้น มุ่งเน้นให้นิสิตมีความรู้ความเข้าใจในหลักพระพุทธศาสนาและปรัชญาในเชิงลึก และผสมผสานพุทธธรรมให้นำไปสู่วิธีคิดที่นำไปสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน  ซึ่งเป็นทางเลือกหนึ่งในการพัฒนาบุคลากรของประเทศไทยให้มีขีดความสามารถมากขึ้นต่อไป

 

๑๒.๑ การพัฒนาหลักสูตร

บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ได้ตระหนักถึงความสำคัญและความจำเป็นในการผลิตบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถทางด้านปรัชญาและศาสนาที่มีคุณภาพ  มีองค์ความรู้และประสบการณ์ในลักษณะที่เป็นผู้รู้จริงและปฏิบัติได้  กระตุ้นให้เกิดการใช้ความรู้ความชัดเจนในการสร้างความเป็นเลิศทางวิชาการปรัชญาและศาสนา ประกอบกับปัจจุบันส่วนงานบัณฑิตวิทยาลัยของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย มีความพร้อมในด้านอาจารย์ผู้สอน เจ้าหน้าที่ บุคลากรสนับสนุน  และสถานที่ที่สามารถรองรับการจัดการเรียนการสอนและการศึกษาวิจัยด้านวิชาการปรัชญาได้อย่างมีประสิทธิภาพ

       นอกจากนี้ ภาพรวมผลการประเมินผู้ใช้บัณฑิต ผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้บริหาร อาจารย์ และนิสิต เพื่อปรับปรุงหลักสูตร พบว่า หลักสูตรพุทธศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาปรัชญา ได้ผลิตบัณฑิตที่มีคุณธรรมจริยธรรม  มีความรู้ มีทักษะทางปัญญา มีทักษะด้านความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลและความรับผิดชอบ  ตลอดถึงมีทักษะด้านการวิเคราะห์เชิงตัวเลข การสื่อสาร การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ อยู่ในระดับมาก  ดังนั้น หลักสูตรพุทธศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาปรัชญา จึงมีความสำคัญยิ่ง 

        เมื่อหลักสูตรพุทธศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาปรัชญา ครบ ๕ ปี บัณฑิตวิทยาลัย จึงมีพันธกิจที่จะต้องปรับปรุงและพัฒนาหลักสูตรพุทธศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาปรัชญา ให้มีความทันสมัยและเป็นประโยชน์ ตอบสนองความต้องการของตลาดแรงงาน และนโยบายของรัฐบาล  โดยเน้นการจัดการศึกษาและการบูรณาการแนวคิดทางด้านปรัชญาและศาสนาเข้ากับศาสตร์สมัยใหม่  ให้นิสิตมีทักษะการคิด วิเคราะห์ วิพากษ์ วิจารณ์ และสามารถสังเคราะห์องค์ความรู้ทางปรัชญาและศาสนา ตลอดถึงศาสตร์สมัยใหม่ในเชิงลึก  สามารถพัฒนาตนเองและสังคมอย่างยั่งยืนได้  เป็นผู้มีคุณธรรมจริยธรรม ซึ่งจะเป็นทางเลือกหนึ่งในการพัฒนาศักยภาพของคนไทยในยุคไทยแลนด์ ๔.๐

 

ปรับให้สอดคล้องกับนโยบายรัฐ แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ ๑๒ พันธกิจของมหาวิทยาลัย ปรัชญาและวัตถุประสงค์ของหลักสูตร
๑๒.๒ ความเกี่ยวข้องกับพันธกิจของสถาบัน

นโยบายของมหาวิทยาลัยที่มุ่งเน้นการเป็นศูนย์กลางการศึกษาพระพุทธศาสนา บูรณาการกับศาสตร์สมัยใหม่ เพื่อพัฒนาจิตใจและสังคม พร้อมๆ ไปกับการพัฒนาสู่ความเป็นเลิศทางวิชาการ และมีความคิดวิเคราะห์ทางด้านศาสนาและปรัชญา โดยเฉพาะศาสตร์ที่เป็นพระพุทธศาสนาและปรัชญา  ด้วยแนวคิดดังกล่าวจึงจำเป็นจะต้องมีการปรับปรุงพัฒนาหลักสูตรเพื่อพัฒนาบุคลากรที่เข้าถึงแก่นแท้ของพระพุทธศาสนาและปรัชญา เพื่อทำหน้าที่ผลิตงานวิจัยเชิงบูรณาการที่ถอดองค์ความรู้ทางพระพุทธศาสนานำไปสู่การสร้างความคิดใหม่ที่ทันยุคทันสมัย นอกจากนั้น ยังต้องประกอบด้วยความสามารถที่สำคัญไม่ยิ่งหย่อนอันได้แก่ ทักษะการสื่อสาร การทำงานเป็นหมู่คณะ การแก้ปัญหา การรับความเสี่ยง การออกแบบและความสร้างสรรค์ ความรับผิดชอบทั้งต่อตนเองและต่อผู้อื่น การเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง การบริหารจัดการตนเอง และการพัฒนาด้านคุณธรรมและจริยธรรม  ด้วยเหตุผลดังกล่าวมาข้างต้น บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย จึงเล็งเห็นความสำคัญอย่างยิ่งในการปรับปรุงพัฒนาหลักสูตรพุทธศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาปรัชญา แล้วนำเสนอส่วนงานที่เกี่ยวข้องเพื่อเห็นชอบและดำเนินการในขั้นต่อไป

๑๒.๒ ความเกี่ยวข้องกับพันธกิจของสถาบัน

ตามที่ปรัชญาของมหาวิทยาลัยหรือนโยบายของมหาวิทยาลัยที่มุ่งเน้นการเป็นศูนย์กลางการศึกษาพระพุทธศาสนา บูรณาการกับศาสตร์สมัยใหม่ เพื่อพัฒนาจิตใจและสังคม ไปพร้อมกับการพัฒนาสู่ความเป็นเลิศทางวิชาการ และมีความคิดวิเคราะห์ทางด้านศาสนาและปรัชญา  โดยเฉพาะศาสตร์ที่เป็นปรัชญาและศาสนา รวมทั้งศาสตร์สมัยใหม่ เมื่อมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยได้กำหนดพันธกิจไว้เช่นนั้น  จึงจำเป็นจะต้องมีการปรับปรุงและพัฒนาหลักสูตรพุทธศาสนามหาบัณฑิต สาขาวิชาปรัชญา เพื่อพัฒนานิสิตให้มีความรู้ความสามารถ แตกฉานด้านปรัชญาและศาสนา อันจะนำไปสู่การผลิตงานวิจัยเชิงบูรณาการระหว่างปรัชญาและศาสนากับศาสตร์สมัยใหม่  นอกจากนี้ ความรู้ความสามารถดังกล่าวจะทำให้นิสิตเป็นผู้มีทักษะการสื่อสาร  การทำงานเป็นหมู่คณะ  การแก้ปัญหา การบริหารความเสี่ยง  การคิดสร้างสรรค์  ตลอดถึงความรับผิดชอบทั้งต่อตนเองและต่อผู้อื่น ตามแนวทางการเรียนรู้ตลอดชีวิต เป็นคนที่สมบูรณ์  มีคุณธรรมจริยธรรม  มีระเบียบ วินัย ค่านิยมที่ดี มีจิตสาธารณะ และมีความสุข โดยมีสุขภาวะและสุขภาพที่ดี ครอบครัวอบอุ่น ตลอดจน เป็นคนเก่งที่มีทักษะความรู้ความสามารถและพัฒนาตนเองได้ต่อเนื่องตลอดชีวิต  ด้วยเหตุผลที่กล่าวมาข้างต้น บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย จึงเล็งเห็นความสำคัญอย่างยิ่งในการปรับปรุงและพัฒนาหลักสูตรพุทธศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาปรัชญา แล้วนำเสนอส่วนงานที่เกี่ยวข้องเพื่อเห็นชอบและดำเนินการในขั้นต่อไป

ปรับให้สอดคล้องกับนโยบายรัฐ แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ ๑๒ พันธกิจของมหาวิทยาลัย ปรัชญาและวัตถุประสงค์ของหลักสูตร

 

  • ปรับปรุงปรัชญาของหลักสูตรให้มีความสอดคล้องกับนโยบายรัฐ พันธกิจของมหาวิทยาลัย และวัตถุประสงค์ของหลักสูตร

 

หลักสูตรเดิม

(พ.ศ. ๒๕๕๕)

หลักสูตรใหม่

(พ.ศ. ๒๕๖๐)

สรุปการเปลี่ยนแปลง
ผลิตพุทธศาสตรมหาบัณฑิตให้มีความรอบรู้เชี่ยวชาญในทฤษฏีทางปรัชญาและพุทธปรัชญา สามารถวิจัยและพัฒนาองค์ความรู้ใหม่ด้วยวิธีการทางปรัชญา เป็นนักคิดที่มีความใฝ่รู้ ใฝ่สร้างสรรค์และมีวิสัยทรรศน์กว้างไกล เป็นผู้นำทางปัญญา จิตใจและสังคม ผลิตพุทธศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาปรัชญาให้เป็นผู้มีความใฝ่รู้  ใฝ่สร้างสรรค์ และมีวิสัยทัศน์กว้างไกล ให้เป็นนักคิด นักวิเคราะห์ นักวิจารณ์ นักวิพากษ์ และนักสังเคราะห์องค์ความรู้ทางปรัชญาและศาสนา โดยเฉพาะพุทธปรัชญา เพื่อพัฒนามนุษย์และสังคม ปรับให้สอดคล้องกับนโยบายรัฐ พันธกิจของมหาวิทยาลัย และวัตถุประสงค์ของหลักสูตร

 

  • เพิ่มเติมความสำคัญของหลักสูตร เพื่อให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงทางสังคมในโลกยุคโลกาภิวัตน์  พันธกิจของมหาวิทยาลัย  และวัตถุประสงค์ของหลักสูตรพุทธศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาปรัชญา

 

หลักสูตรเดิม

(พ.ศ. ๒๕๕๕)

หลักสูตรใหม่

(พ.ศ. ๒๕๖๐)

สรุปการเปลี่ยนแปลง
_ ความเจริญด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีได้ทำให้สังคมมนุษย์เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวมีผลกระทบอย่างมากต่อมนุษย์ในหลายด้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านความจริง  ความดี และความงามที่มนุษย์เคยยึดถือ  จึงส่งผลให้สังคมต้องเผชิญปัญหาที่ไม่สามารถจะแก้ไขได้ด้วยกฎหมายหรือระเบียบทางสังคม การจะแก้ไขปัญหาดังกล่าวจำเป็นจะต้องจัดการศึกษาให้มนุษย์เป็นผู้มีความสามารถรู้เท่าทันการเปลี่ยนแปลง  โดยวิเคราะห์  วิจารณ์  วิพากษ์เรื่องความจริง ความดี และความงาม  จนกระทั่งรู้จักแยกแยะคุณค่าที่สำคัญระหว่างมนุษย์กับมนุษย์ มนุษย์กับสังคม มนุษย์กับสิ่งแวดล้อม  และมนุษย์กับเทคโนโลยี  ซึ่งจะทำให้มนุษย์สามารถรู้และตัดสินใจว่าสิ่งใดควรทำ  สิ่งใดไม่ควรทำ  เพื่อการดำรงชีวิตอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุข  การศึกษาวิชาปรัชญาจึงมีความสำคัญต่อมนุษย์อย่างยิ่ง  เพราะวิชานี้สอนให้มนุษย์มีความรู้ในด้านความจริง  ความดี และความงาม  โดยเน้นการปลูกฝังศักยภาพในด้านการวิเคราะห์ วิจารณ์ วิพากษ์ และสังเคราะห์องค์ความรู้บนฐานของความจริง ความดี และความงาม  ผลที่ได้จากการศึกษาวิชานี้จะทำให้ผู้เรียนสามารถพัฒนาตนเองและสังคมให้มีความผาสุกอย่างยั่งยืนได้

 

ปรับให้สอดคล้องกับพันธกิจของมหาวิทยาลัย และวัตถุประสงค์ของหลักสูตร

 

 

 

 

 

 

 

 

 

  • ปรับปรุงวัตถุประสงค์ของหลักสูตร เพื่อให้เหมาะสมและสอดคล้องกับสถานการณ์ในยุคปัจจุบันมากขึ้น และให้เท่าทันการเปลี่ยนแปลงในโลกยุคโลกาภิวัตน์

 

หลักสูตรเดิม

(พ.ศ. ๒๕๕๕)

หลักสูตรใหม่

(พ.ศ. ๒๕๖๐)

สรุปการเปลี่ยนแปลง
๑.๒.๑  เพื่อผลิตพุทธศาสตรมหาบัณฑิต  ให้เป็นผู้มีความแตกฉานในหลักปรัชญา มีความเชี่ยวชาญใน พุทธปรัชญาและคัมภีร์พระพุทธศาสนา พร้อมกับ      บูรณาการเข้ากับศาสตร์สมัยใหม่ได้อย่างกลมกลืน

๑.๒.๒  เพื่อผลิตพุทธศาสตรมหาบัณฑิตให้เป็นผู้มีศีลาจารวัตรงดงาม         มีความลึกซึ้งด้านจิตภาวนา         มีความใฝ่รู้ สร้างสรรค์และมีวิสัยทัศน์กว้างไกล เป็นต้นแบบที่ดีงามให้แก่สังคม

๑.๒.๓  เพื่อผลิตพุทธศาสตรมหาบัณฑิตให้เป็นผู้มีความรู้ความสามารถในการศึกษา วิจัย จัดระบบข้อมูล เพื่อประยุกต์และพัฒนาองค์ความรู้ทางปรัชญา

 

๑.๓.๑  เพื่อผลิตพุทธศาสตรมหาบัณฑิต  สาขาวิชาปรัชญา ให้มีความใฝ่รู้           ใฝ่สร้างสรรค์ มีวิสัยทัศน์กว้างไกล และเป็นผู้มีเชี่ยวชาญวิชาการด้านปรัชญา โดยเฉพาะพุทธปรัชญาในคัมภีร์พระพุทธศาสนา

 

๑.๓.๒  เพื่อผลิตพุทธศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาปรัชญา ให้เป็นผู้มีความสามารถในการคิด วิเคราะห์ วิพากษ์ วิจารณ์ และสังเคราะห์         องค์ความรู้ทางปรัชญาและศาสนาเข้ากับศาสตร์สมัยใหม่ได้

๑.๓.๓  เพื่อผลิตพุทธศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาปรัชญา ให้เป็นผู้มีความรู้ความสามารถในการศึกษา วิจัย ประยุกต์ และพัฒนาองค์ความรู้ทางปรัชญาและศาสนา เพื่อพัฒนาสังคม

๑.๓.๔  เพื่อผลิตพุทธศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาปรัชญา ให้เป็นผู้มีคุณธรรมจริยธรรม และเป็นต้นแบบที่ดีงามให้แก่สังคม

 

ปรับให้เหมาะสมและสอดคล้องกับนโยบายรัฐพันธกิจของมหาวิทยาลัย ปรัชญาและวัตถุประสงค์ของหลักสูตร

 

             

๗. ปรับโครงสร้างหลักสูตร

– ลดรายวิชาในหมวดวิชาเลือก จากเดิม ๙ รายวิชา เหลือเพียง ๘ รายวิชา โดยนำรายวิชา ๖๐๓ ๓๑๕ สุนทรียศาสตร์  ไปไว้ในหมวดวิชาบังคับแบบนับหน่วยกิตแทน

 

๘. รายละเอียดการปรับปรุงแก้ไข และเปลี่ยนแปลงโครงสร้าง ดังนี้

๘.๑ ปรับรหัสรายวิชาในหมวดวิชาเอก จำนวน ๒ รายวิชา คือ

๑) รายวิชา ๖๐๓ ๓๐๘ จริยศาสตร์วิเคราะห์ เป็น ๖๐๓ ๒๐๘ จริยศาสตร์วิเคราะห์

๒) รายวิชา ๖๐๓ ๒๐๗ ญาณวิทยาวิเคราะห์ เป็น ๖๐๓ ๓๐๗ ญาณวิทยาวิเคราะห์

๘.๒ ตัดรายวิชา จำนวน  ๗ รายวิชา ดังนี้

๑) ตัดรายวิชาในหมวดวิชาบังคับแบบนับหน่วยกิต จำนวน ๑ รายวิชา คือ รายวิชา ๖๐๐ ๑๐๑ พระไตรปิฎกวิเคราะห์

๒) ตัดรายวิชาในหมวดวิชาเอก จำนวน ๑ รายวิชา คือ รายวิชา ๖๐๓ ๓๐๙  สัมมนาปรัชญา

๓) ตัดรายวิชา ในหมวดวิชาเลือก จำนวน ๔ รายวิชา คือ

(๑) รายวิชา ๖๐๓ ๓๑๐ ปรัชญาวิเคราะห์

(๒) รายวิชา ๖๐๓ ๓๑๒ ปรัชญาอัตถิภาวนิยม

(๓) รายวิชา  ๖๐๓ ๓๑๓ ปรัชญาปรากฏการณ์วิทยา

(๔) ๖๐๓ ๓๑๖ เปรียบเทียบปรัชญาตะวันออกกับปรัชญาตะวันตก

๔) ตัดรายวิชาในหมวดวิชาพื้นฐาน แบบไม่นับหน่วยกิต จำนวน ๑ รายวิชา คือ รายวิชา ๐๐๐ ๑๐๘ ปรัชญาเบื้องต้น

๘.๓ เพิ่มรายวิชาใหม่

๑) เพิ่มรายวิชาใหม่ในหมวดวิชาเลือก จำนวน ๔ รายวิชา คือ

(๑) รายวิชา ๖๐๓ ๓๒๑  จริยศาสตร์ธุรกิจ

(๒) รายวิชา ๖๐๓ ๓๒๒  ปรัชญาปรากฏการณ์วิทยาและอัตถิภาวนิยม

(๓) รายวิชา ๖๐๓ ๓๒๓  ปรัชญาอินเดียร่วมสมัย

(๔) รายวิชา ๖๐๓ ๓๒๔  ปรัชญาจีน

๒) เพิ่มรายวิชาใหม่ในหมวดวิชาพื้นฐาน จำนวน ๑ รายวิชา คือ ๖๐๓ ๓๒๕ การใช้เหตุผลทางปรัชญา ๑

๘.๔ ปรับคำอธิบายรายวิชาอย่างเดียว   จำนวน ๖ รายวิชา ได้แก่

๑) รายวิชา ๑๐๒ ๓๐๒  การใช้ภาษาบาลี ๑

๒) รายวิชา ๑๐๒ ๓๐๖  การใช้ภาษาบาลี ๑

๓) รายวิชา ๖๐๐ ๒๐๕  กรรมฐาน

๔) รายวิชา ๖๐๓ ๑๐๖  อภิปรัชญาวิเคราะห์

๕) รายวิชา ๐๐๐ ๑๐๘  ปรัชญาเบื้องต้น

๖) รายวิชา ๖๐๐ ๔๐๐  วิทยานิพนธ์

 

๙. โครงสร้างหลักสูตรภายหลังการปรับปรุงแก้ไข

หมวดวิชา โครงสร้างเดิม

(พ.ศ. ๒๕๕๕)

โครงสร้างใหม่

(พ.ศ. ๒๕๖๐)

วิชาบังคับ

วิชาเอก

วิชาเลือก

วิชาบังคับ (ไม่นับ นก.)

วิทยานิพนธ์

๑๒

(๒๐)

๑๒

๑๒

(๒๐)

๑๒

รวมหน่วยกิตตลอดหลักสูตร ๓๙ ๓๙

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ตารางเปรียบเทียบ

 

หลักสูตร พ.ศ. ๒๕๕๕ หลักสูตรปรับปรุง พ.ศ. ๒๕๖๐-๒๕๖๔ สรุปการเปลี่ยนแปลง
๑. หมวดวิชาบังคับ    
ก. วิชาบังคับ (แบบนับหน่วยกิต)             (บังคับ ๙ หน่วยกิต) ก. วิชาบังคับ (แบบนับหน่วยกิต)            (บังคับ ๙ หน่วยกิต)  
๖๐๐ ๑๐๑   พระไตรปิฎกวิเคราะห์                     ๓ (๓-๐-๖)

                 Tipitaka Analysis

สาระและพัฒนาการของการรวบรวมพระธรรมวินัยเป็นพระไตรปิฎก โครงสร้าง และสาระสังเขปของพระไตรปิฎก วิเคราะห์หลักธรรมสำคัญที่เป็นจุดหมายสูงสุด หลักธรรมที่ประยุกต์ใช้ในการดำเนินชีวิตเพื่อการอยู่ร่วมกันอย่างสันติในสังคม

 

ไม่มี ตัดรายวิชานี้
 

 

ไม่มี

๖๐๐ ๑๒๑      พุทธปรัชญาในพระไตรปิฎก         ๓ (๓-๐-๙)                   Buddhist Philosophy in Tipitaka

วิชานี้เน้นการศึกษาแนวคิดสำคัญทางปรัชญาเรื่อง อัตตา อนัตตา จิต เจตสิก รูป นิพพาน สวรรค์ นรก ความดี ความชั่ว สังคม รัฐ และการปกครอง โดยอาศัยกรอบแนวคิดหลัก คือ อภิปรัชญา ญาณวิทยา จริยศาสตร์ และสุนทรียศาสตร์  ในพระไตรปิฎกของพระพุทธศาสนาเถรวาท

 

 

รายวิชาใหม่
๖๐๐ ๑๒๐   พุทธปรัชญา                                ๓ (๓-๐-๖)

                 Buddhist Philosophy

ประวัติและพัฒนาการของแนวคิดในพุทธปรัชญาสำนักต่างๆ คือเถรวาท สรวาสติวาท  เสาตรานติกะ มาธยมิก โยคาจาร สุขาวดี อวตังสกะ และพุทธตันตระ เปรียบเทียบแนวคิดหลักของสำนักปรัชญาเหล่านี้ทั้งในแง่ อภิปรัชญา ญาณวิทยา และจริยศาสตร์

 

๖๐๐ ๑๒๐      พุทธปรัชญา                       ๓ (๓-๐-๙)                   Buddhist Philosophy

ศึกษาประวัติและพัฒนาการของแนวคิดในพุทธปรัชญาสำนักต่างๆ คือ เถรวาท สรวาสติวาท เสาตรานติกะ มาธยมิก โยคาจาร สุขาวดี อวตังสกะ และพุทธตันตระ เปรียบเทียบแนวคิดหลักของสำนักปรัชญาเหล่านี้ทั้งในแง่ อภิปรัชญา ญาณวิทยา และจริยศาสตร์

 

ไม่เปลี่ยนแปลง
๖๐๓ ๒๐๓      ระเบียบวิธีวิจัยทางปรัชญา       ๓ (๓-๐-๖)                   Research Methodology in Philosophy

ศึกษาหลักการและวิธีการวิจัย  กระบวนการและขั้นตอนของการวิจัย การรวบรวมเอกสารและวิเคราะห์ข้อมูล  ลักษณะและประเภทของงานวิจัยทางปรัชญา โดยเฉพาะด้านคุณภาพซึ่งเหมาะกับสาขาวิชาปรัชญา เช่น การเลือกหัวข้อวิจัยทางปรัชญา การตั้งคำถามเพื่อการวิจัย การค้นคว้าและรวบรวมข้อมูล การวิเคราะห์ข้อมูล และการเขียนรายงานการวิจัย

 

๖๐๓ ๒๐๓      ระเบียบวิธีวิจัยทางปรัชญา      ๓ (๓-๐-๙)                   Research Methodology in Philosophy

ศึกษาหลักการและวิธีการวิจัย  กระบวนการและขั้นตอนของการวิจัย การรวบรวมเอกสารและวิเคราะห์ข้อมูล  ลักษณะและประเภทของงานวิจัยทางปรัชญา โดยเฉพาะด้านคุณภาพซึ่งเหมาะกับสาขาวิชาปรัชญา เช่น การเลือกหัวข้อวิจัยทางปรัชญา การตั้งคำถามเพื่อการวิจัย การค้นคว้าและรวบรวมข้อมูล การวิเคราะห์ข้อมูล และการเขียนรายงานการวิจัย

 

ไม่มีการเปลี่ยนแปลง
. วิชาบังคับ (แบบไม่นับหน่วยกิต)        (บังคับ ๑๕ หน่วยกิต) . วิชาบังคับ (แบบไม่นับหน่วยกิต)      (บังคับ ๑๕ หน่วยกิต)  
๖๐๐ ๑๐๔      ภาษาอังกฤษ                          ๓ (๓-๐-๖)                   English

ฝึกการใช้ภาษาอังกฤษ ให้เกิดความชำนาญทั้ง ๔ ด้าน คือ ด้านการเขียน การพูด การอ่าน การฟัง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเน้นการอภิปรายในหัวข้อคำสอนของพระพุทธศาสนา เช่น ศีล ๕ พระรัตนตรัย ไตรลักษณ์ อริยสัจ ๔ อริยมรรคมีองค์ ๘ ปฏิจจสมุปบาท กรรมและการเกิดใหม่

 

๖๐๐ ๑๐๔      ภาษาอังกฤษ                      (๓-๐-๙)                   English

ศึกษาและฝึกการใช้ภาษาอังกฤษ ให้เกิดความชำนาญทั้ง ๔ ด้าน คือ  ด้านการเขียน การพูด การอ่าน การฟัง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเน้นการอภิปรายในหัวข้อคำสอนของพระพุทธศาสนา เช่น  ศีล ๕ พระรัตนตรัย ไตรลักษณ์ อริยสัจ ๔ อริยมรรคมีองค์ ๘ ปฏิจจสมุปบาท กรรมและการเกิดใหม่

 

ปรับคำอธิบายรายวิชา
๖๐๐ ๒๐๕      กรรมฐาน                           ๓(๓-๓-๖)                   Buddhist Meditation

ศึกษาหลักสมถกรรมฐานและวิปัสสนากรรมฐานที่ปรากฏในคัมภีร์พระไตรปิฏก อรรถกถา ฎีกา อนุฎีกา และปกรณ์วิเสส  รวมทั้งรูปแบบการปฎิบัติกรรมฐานของสำนักต่างๆ ในสังคมไทย โดยเน้นศึกษาอารมณ์ของสมถกรรมฐานและวิปัสสนากรรมฐาน ลำดับขั้นตอนของการเจริญกรรมฐานและผลที่เกิดจากการเจริญกรรมฐาน ได้แก่สมาบัติ ๘ และวิปัสสนาญาณ ๑๖ เป็นต้น

 

๖๐๐ ๒๐๕      กรรมฐาน                        ๓ (๓-๓-๖)                    Buddhist Meditation

ศึกษาหลักสมถกรรมฐานและวิปัสสนากรรมฐานที่ปรากฏในคัมภีร์พระไตรปิฎก โดยเน้นศึกษาสติปัฏฐาน ๔  รวมทั้งรูปแบบการปฏิบัติกรรมฐานของสำนักต่างๆ ในสังคมไทย ลำดับขั้นตอนของการเจริญกรรมฐาน และผลที่เกิดจากการเจริญกรรมฐาน ได้แก่ สมาบัติ ๘ และวิปัสสนาญาณ ๑๖ เป็นต้น

 

ปรับคำอธิบายรายวิชา
๖๐๐ ๔๐๑       สัมมนาวิทยานิพนธ์                ๓ (๓-๐-๖)                   Seminar on Thesis

สัมมนาเชิงปฏิบัติการเกี่ยวกับเทคนิคการเขียนวิทยานิพนธ์  การวิเคราะห์และการสังเคราะห์ข้อมูล การตีความในเชิงพรรณนา การอ้างอิง การเขียนบทความวิจัย รูปแบบและวิธีการนำเสนอวิทยานิพนธ์

๖๐๐ ๔๐๑       สัมมนาวิทยานิพนธ์                ๓ (๓-๐-๙)                   Seminar on Thesis

สัมมนาเชิงปฏิบัติการเกี่ยวกับเทคนิคการเขียนวิทยานิพนธ์  การวิเคราะห์และการสังเคราะห์ข้อมูล การตีความในเชิงพรรณนา การอ้างอิง การเขียนบทความวิจัย รูปแบบและวิธีการนำเสนอวิทยานิพนธ์

 

 

 

 

ไม่เปลี่ยนแปลง
๑๐๒ ๓๐๒       การใช้ภาษาบาลี ๑                ๓(๓-๐-๖)                   Usage of Pali I

การพูด อ่าน เขียน ภาษาบาลีในระดับพื้นฐาน และแปลภาษาบาลีเป็นภาษาไทยและภาษาไทยเป็นภาษาบาลี โดยใช้หนังสือชาตกัฏฐกถาและธรรมปทัฏฐกถาประกอบ

๑๐๒ ๓๐๒       การใช้ภาษาบาลี ๑               ๓ (๓-๐-๙)                   Usage of Pali I

ศึกษาภาษาบาลี โดยเน้นแนวคิดทางปรัชญา เช่น แนวคิดอภิปรัชญา แนวคิดญาณวิทยา แนวคิดจริยศาสตร์ เป็นต้น ที่ปรากฏในหนังสือธรรมบท ๘ ภาค

 

ปรับคำอธิบายรายวิชา
๑๐๒ ๓๐๖       การใช้ภาษาบาลี ๒                ๓(๓-๐-๖)                   Usage of Pali II

การพูด อ่าน เขียน ภาษาบาลี ต่อจากการใช้ภาษาบาลี ๑ และแปลภาษาบาลีเป็นภาษาไทย และภาษาไทยเป็นภาษาบาลี โดยใช้หนังสือมังคลัตถทีปนีและวิสุทธิมรรคประกอบ

๑๐๒ ๓๐๖       การใช้ภาษาบาลี ๒                   ๓ (๓-๐-๙)                   Usage of Pali II

ศึกษาภาษาบาลี โดยเน้นแนวคิดทางปรัชญา เช่น แนวคิดอภิปรัชญา แนวคิดญาณวิทยา แนวคิดจริยศาสตร์ เป็นต้น ที่ปรากฏในหนังสือมังคลัตถทีปนีและวิสุทธิมรรค

 

ปรับคำอธิบายรายวิชา
๒. หมวดวิชาเอก                                  (๑๒ หน่วยกิต) ๒. หมวดวิชาเอก                                   (๑๒ หน่วยกิต)  
. หมวดวิชาเอกแบบนับหน่วยกิต . หมวดวิชาเอกแบบนับหน่วยกิต  
๖๐๓ ๑๐๖       อภิปรัชญาวิเคราะห์               ๓ (๓-๐-๖)                   Analytic Metaphysics

ศึกษาแนวคิดทางอภิปรัชญาหรือทฤษฏีความจริงในปรัชญาตะวันตกเช่น แนวคิดของเพลโต, อาริสโตเติล, เรอเนเดส์การ์ดส์, บารุก สปิโนซา, กอตต์ฟริค วิลเฮล์ม ไลบ์นิช, จอร์จเบิร์กลีย์, เดวิด ฮูม, อิมมานูเอลคานต์, เกออร์ก วิลเฮล์ม ฟรีดริช เฮเกล และปรัชญาตะวันออกเช่น ปรัชญาอินเดีย ปรัชญาจีน และพุทธปรัชญา รวมทั้งการปฏิเสธอภิปรัชญาโดยนักปฏิฐานนิยม และแนวโน้มในอนาคตของอภิปรัชญา

๖๐๓ ๑๐๖       อภิปรัชญาวิเคราะห์               ๓ (๓-๐-๙)                   Analytic Metaphysics

ศึกษาแนวคิดทางอภิปรัชญาหรือทฤษฎีความเป็นจริงในปรัชญาตะวันตกและตะวันออก เช่น แนวคิดของเพลโต้ อริสโตเติล วัตถุนิยม (Materialism) จิตนิยม (Idealism) ปฏิบัตินิยม (Pragmatism) สัจนิยม (Realism) ปฏิฐานนิยมเชิงตรรกะ (Logical Positivism) อภิปรัชญาเชน  โยคาจาร อภิปรัชญาในพุทธปรัชญา ปัญหาเรื่องเสรีภาพกับความรับผิดชอบทางศีลธรรม : ทัศนะของนิยัตินิยม (Determinism) อนิยัตินิยม (Indeterminism) และทัศนะประนีประนอม (Compatibility) ปัญหาเรื่องเวลาว่าเวลามีจริงหรือไม่ (Is time real?) ความเป็นจริง (Reality) ในพุทธปรัชญาสำนักมัธยมิก (Madhyamika) ความเป็นจริง (Reality) ในพุทธปรัชญาสำนักโยคาจาร

 

ปรับคำอธิบายรายวิชา
๖๐๓ ๒๐๗      ญาณวิทยาวิเคราะห์                ๓ (๓-๐-๖)                   Analytic Epistemology

ศึกษาแนวคิดเรื่องความรู้หรือทฤษฎีความรู้ของปรัชญาตะวันตกและตะวันออกสำนักต่างๆ ในประเด็นเรื่องธรรมชาติของความรู้ ที่มาของความรู้  มาตรฐานในการตัดสินความรู้ ลักษณะของความเชื่อและความมั่นใจ โดยเปรียบเทียบกับญาณวิทยาในพุทธปรัชญา

๖๐๓ ๓๐๗      ญาณวิทยาวิเคราะห์              ๓ (๓-๐-๙)                   Analytic Epistemology

ศึกษาแนวคิดเรื่องความรู้หรือทฤษฎีความรู้ของปรัชญาตะวันตกและตะวันออกสำนักต่างๆ ในประเด็นเรื่องธรรมชาติของความรู้ ที่มาของความรู้  มาตรฐานในการตัดสินความรู้ ลักษณะของความเชื่อและความมั่นใจ โดยเปรียบเทียบกับญาณวิทยาในพุทธปรัชญา

 

ปรับรหัสรายวิชา
๖๐๓ ๓๐๘       จริยศาสตร์วิเคราะห์               ๓ (๓-๐-๖)                   Analytic Ethics

ศึกษาจริยศาสตร์ในปรัชญาตะวันตกและตะวันออกสำนักต่างๆ เช่น สำนักสัมพัทธนิยม และสำนักสัมบูรณนิยม แนวคิดเรื่องความดีงามสูงสุดของชีวิต เกณฑ์ตัดสินความดี-ชั่ว  ทางจริยศาสตร์ ทฤษฎี อภิจริยศาสตร์ (Metaethics) และวิเคราะห์ประเด็นปัญหาทางจริยศาสตร์ร่วมสมัย เช่น ปัญหาการทำแท้ง การฆ่าตัวตาย การุณยฆาต การตัดสินประหารชีวิต การทำสำเนาพันธุกรรม (cloning) และการวิจัยเซลล์ต้นแบบ (Stem Cell Research) โดยวิเคราะห์เปรียบเทียบกับแนวคิดทางจริยศาสตร์ในพุทธปรัชญา

 

๖๐๓ ๒๐๘       จริยศาสตร์วิเคราะห์              ๓ (๓-๐-๙)                   Analytic Ethics

ศึกษาทฤษฎีจริยศาสตร์ในปรัชญาตะวันตก เช่น ประโยชน์นิยม (Utilitarianism) กรณียธรรม (Deontology)  อัตตนิยม (Egoism) เน้นศึกษาแนวคิดเรื่องความดีสูงสุดของชีวิต เกณฑ์ตัดสินความดี (Good) ความชั่ว (Bad) ความถูก (Right) ความผิด (Wrong)  นอกจากนี้ยังศึกษาอภิจริยศาสตร์ (Metaethics) และศึกษาทฤษฎีจริยศาสตร์ในปรัชญาตะวันออก  เช่น พุทธจริยศาสตร์ จริยศาสตร์ของเชน เป็นต้น  พร้อมกับวิเคราะห์ประเด็นปัญหาทางจริยศาสตร์ร่วมสมัย เช่น ปัญหาการทำแท้ง การฆ่าตัวตาย การุณยฆาต การตัดสินประหารชีวิต การทำสำเนาพันธุกรรม (Cloning) และการวิจัยเซลล์ต้นแบบ (Stem Cell Research) โดยวิเคราะห์เปรียบเทียบกับแนวคิดทางจริยศาสตร์ในพุทธปรัชญา

 

ปรับรหัสรายวิชาและ

ปรับคำอธิบายรายวิชา

๖๐๓ ๓๐๙       สัมมนาปรัชญา                      ๓ (๓-๐-๖)                   Seminar on Philosophy

สัมมนาปัญหาปรัชญาให้ครอบคลุมประเด็นปัญหาทางอภิปรัชญา เช่น ปัญหาเรื่องความมีอยู่ของพระเจ้า ปัญหาเรื่องชีวิต ปัญหาเรื่องความชั่วร้าย ประเด็นปัญหาทางญาณวิทยา เช่น ปัญหาเกี่ยวกับความรู้เรื่องโลก ปัญหาความรู้เรื่องอัตตา ปัญหาเรื่องความจริง และปัญหาเรื่องวิธีการเข้าถึงความจริง ประเด็นปัญหาทางจริยศาสตร์ เช่น ปัญหาเรื่องเจตจำนงเสรี ปัญหาเรื่องการตัดสินความจริง และปัญหาเรื่องสิทธิหน้าที่

 

 

 

 

ไม่มี

ตัดรายวิชานี้
 

๖๐๓ ๓๑๕       สุนทรียศาสตร์                    ๓ (๓-๐-๙)                   Aesthetics

ศึกษาทฤษฎีทางสุนทรียศาสตร์ตะวันตกและตะวันออก เช่น ทฤษฎีอัตวิสัย (Subjective) ปรวิสัย (Objective) สัมพัทธวิสัย (Relativism) อารมณ์นิยม (Emotionalism) พร้อมทั้งเกณฑ์ตัดสินทางสุนทรียะ ประสบการณ์สุนทรียะ โดยศึกษาแนวคิดเรื่องความงามผ่านภาพจิตรกรรม ประติมากรรม ศิลปกรรมคีตศิลป์ ทัศนศิลป์ (Visual arts) รวมทั้งวัตถุสุนทรียะ ศิลปวิจารณ์ และศิลปวิจักษ์

 

แทนรายวิชา

๖๐๓ ๓๐๙

สัมมนาปรัชญา

. หมวดวิชาเอกไม่นับหน่วยกิต    
๘๐๒ ๒๐๙       สัมมนาปัญหาปรัชญาศาสนา      ๓ (๓-๐-๖) Seminar on Problems of Philosophy of Religions

สัมมนาปัญหาทางปรัชญาศาสนา เช่น ปัญหาเกี่ยวกับพระเป็นเจ้า กรรมและนิพพาน ภาษาศาสนา ประสบการณ์ทางศาสนา สัญลักษณ์ทางศาสนา ความเชื่อและความจริงทางศาสนากับความรู้ทางวิทยาศาสตร์ ทั้งนี้ นิสิตต้องกำหนดประเด็นที่เกี่ยวข้องกับรายวิชาอย่างน้อย ๓ ประเด็น แล้วจัดทำโครงร่างรายงาน ดำเนินการศึกษา รวบรวมข้อมูลวิเคราะห์ข้อมูล และเสนอผลการศึกษา โดยความเห็นชอบของอาจารย์ประจำวิชา

๘๐๒ ๒๐๙      สัมมนาปัญหาปรัชญาศาสนา     ๓ (๓-๐-๙) Seminar on Problems of Philosophy of Religions

สัมมนาปัญหาทางปรัชญาศาสนา เช่น ปัญหาเกี่ยวกับพระเป็นเจ้า กรรมและนิพพาน ภาษาศาสนา ประสบการณ์ทางศาสนา สัญลักษณ์ทางศาสนา ความเชื่อและความจริงทางศาสนากับความรู้ทางวิทยาศาสตร์  ในการศึกษารายวิชานี้  นิสิตต้องกำหนดประเด็นที่เกี่ยวข้องกับรายวิชาอย่างน้อย ๑ ประเด็น แล้วจัดทำโครงร่างรายงาน ดำเนินการศึกษา รวบรวมข้อมูลวิเคราะห์ข้อมูล และเสนอผลการศึกษา โดยความเห็นชอบของอาจารย์ประจำวิชา

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ปรับคำอธิบายรายวิชา
. หมวดวิชาเลือก                      (ไม่น้อยกว่า ๑๒ หน่วยกิต) . หมวดวิชาเลือก                      (ไม่น้อยกว่า ๑๒ หน่วยกิต)  
๖๐๓ ๓๑๐       ปรัชญาวิเคราะห์                    ๓ (๓-๐-๖)                   Analytic Philosophy

ศึกษาแนวคิดของนักปรัชญาวิเคราะห์คนสำคัญ เช่น เบอร์ทรันด์รัสเซลล์ ลุดวิกวิตเกนสไตน์กิลเบิร์ตไรล์ และศึกษาวิเคราะห์แนวคิดของนักปรัชญาสำคัญ เช่น อาริสโตเติล พลาโต และโธมัสฮอบส์

 

 

 

ไม่มี

ตัดรายวิชานี้
๖๐๓ ๓๑๑       ตรรกศาสตร์สัญลักษณ์            ๓ (๓-๐-๖)                   Symbolic Logic

ศึกษาความหมาย ลักษณะ และประเภทของตรรกศาสตร์สัญลักษณ์ ความหมายของญัตติ (Proposition) ชนิดของญัตติ ค่าความจริง (Truth Value) การอ้างเหตุผล (Argument) และความสมเหตุสม ผล (Validity) การทำสัญลักษณ์ การใช้ ตารางความจริงและวิธีพิสูจน์ ความสมเหตุสมผลชนิดต่าง ๆ เช่น วิธีนิรนัยธรรมชาติ (Natural Deduction) วิธีพิสูจน์โดยการสมมติเงื่อนไข (Conditional Proof) และวิธีพิสูจน์โดยอ้อม (Indirect Proof)

 

๖๐๓ ๓๑๑       ตรรกศาสตร์สัญลักษณ์            ๓ (๓-๐-๙)                   Symbolic Logic

ศึกษาความหมาย ลักษณะ และประเภทของตรรกศาสตร์สัญลักษณ์ ความหมายของญัตติ (Proposition) ชนิดของญัตติ ค่าความจริง (Truth Value) การอ้างเหตุผล (Argument)  และความสมเหตุสม ผล (Validity) การทำสัญลักษณ์ การใช้ ตารางความจริงและวิธีพิสูจน์ ความสมเหตุสมผลชนิดต่าง ๆ เช่น วิธีนิรนัยธรรมชาติ (Natural Deduction) วิธีพิสูจน์โดยการสมมติเงื่อนไข (Conditional Proof) และวิธีพิสูจน์โดยอ้อม (Indirect Proof)

 

 

 

 

ไม่เปลี่ยนแปลง
๖๐๓ ๓๑๒       ปรัชญาอัตถิภาวนิยม              ๓ (๓-๐-๖)                   Philosophy of Existentialism

ศึกษาวิเคราะห์แนวคิดทางปรัชญาที่สำคัญของนักคิดกลุ่มอัตถิภาวนิยม เช่น ภาวะมนุษย์ เสรีภาพ กาละ ในปรัชญาของเซอเรน เกียร์เกการ์ด, เฟดริกนิตส์เช, คาร์ล จัสเปิร์ส, การเบรียล มาร์เซล, มาร์ตินไฮเดกเกอร์, อัลแบรต์กามูส์และฌอง-ปอลซาตร์ และวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างปรากฏการณ์วิทยากับอัตถิภาวนิยม

 

 

ไม่มี

ตัดรายวิชานี้
 

 

 

 

ไม่มี

๖๐๓ ๓๒๒  ปรัชญาปรากฏการณ์วิทยาและอัตถิภาวนิยม

                                                              ๓ (๓-๐-๙)

                Philosophy of Phenomenology                                                

                and Existentialism       

ศึกษาวิเคราะห์แนวคิดทางปรัชญาที่สำคัญของนักคิดกลุ่มอัตถิภาวนิยม เช่น ปรัชญาของเซอเรน เกียร์เกการ์ด  เฟดริก นิตส์เช คาร์ล จัสเปิร์ส  มาร์ติน ไฮเดกเกอร์   อัลแบรต์  กามูส์  และฌอง-ปอล ซาตร์ และศึกษาแนวความคิดสำคัญในปรากฏการณ์วิทยา เช่น การมุ่งอารมณ์ (Intentionality) สารัตถะ การลดทอน (Reduction) อัตตาเชิงอุตรวิสัย (Transcendental Ego) ในปรัชญาของ ฟรันซ์ เบรนทาโน เอดมุนด์ฮุสเซิร์ล มาร์ติน ไฮเดกเกอร์ แมร์โล ปองตี และฌอง-ปอล ซาตร์  ทั้งนี้ ให้วิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างปรากฏการณ์วิทยากับอัตถิภาวนิยม เพื่อให้เห็นพัฒนาการทางด้านแนวคิดด้วย

เพิ่มรายวิชาใหม่
๖๐๓ ๓๑๓       ปรากฏการณ์วิทยา               ๓ (๓-๐-๖)                   Phenomenology

ศึกษาแนวความคิดสำคัญในปรากฏการณ์วิทยา เช่น การมุ่งอารมณ์ (Intentionality) สารัตถะ การลดทอน (Reduction) อัตตาเชิงอุตรวิสัย (Transcendental Ego) ในปรัชญาของฟรันซ์เบรนทาโน เอดมุนด์ฮุสเซอร์ลแมร์โล ปองตี และฌอง-ปอลซาตร์

 

 

 

ไม่มี

ตัดรายวิชานี้
 

 

 

ไม่มี

๖๐๓ ๓๒๑     จริยศาสตร์ธุรกิจ                 ๓ (๓-๐-๙)                    Business Ethics 

ศึกษาแนวคิดเกี่ยวกับปรัชญาธุรกิจ ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เป้าหมายและคุณค่าสูงสุดของการทำธุรกิจ โดยเน้นจริยศาสตร์ธุรกิจในทัศนะของนักปรัชญาตะวันตก เช่น คาร์ล มาร์กซ์ อดัม สมิท  เป็นต้น จริยศาสตร์ธุรกิจในพุทธจริยศาสตร์  ธุรกิจทุนนิยม  ธุรกิจเสรีนิยม ธุรกิจสังคมนิยม  ความรับผิดชอบต่อสังคมขององค์กร จริยศาสตร์ธุรกิจกับสิ่งแวดล้อม จริยศาสตร์กับเครือข่ายออนไลน์  จริยศาสตร์คอมพิวเตอร์ เทคโนโลยีและการสื่อสาร

 

เพิ่มรายวิชา
๖๐๓ ๓๑๔       ปรัชญาการเมือง                   ๓ (๓-๐-๖)                   Political Philosophy

ศึกษาปรัชญาการเมืองของนักปรัชญาสำคัญ เช่น ขงจื้อ, พลาโต, อาริสโตเติล, จาณักยะ, โธมัสฮอบส์, จอห์น ล็อค, ฌอง-ฌักส์รุสโซ, เก-ออกร์ เฮเกล, นิคโคไล มาเคียเวลลี, คาร์ล มารกซ์, มหาตมะ คานธี, ดร.อัมเบกการ์, พุทธทาสภิกขุและศึกษาวิเคราะห์แนวความคิดเกี่ยวกับกำเนิดของสังคม และสังคมในอุดมคติของศาสนาพราหมณ์และพระพุทธศาสนา

 

๖๐๓ ๓๑๔       ปรัชญาการเมือง                ๓ (๓-๐-๙)                    Political Philosophy

ศึกษาแนวคิดทางการเมืองของนักปรัชญาตะวันตกและนักปรัชญาตะวันออก เช่น แนวคิดเรื่องรัฐ แนวคิดเรื่องรัฐาธิปัตย์ แนวคิดเรื่องเสรีภาพ แนวคิดเรื่องการออกกฎหมาย แนวคิดเรื่องประชาธิปไตย แนวคิดเรื่องธรรมาธิปไตย แนวคิดเรื่องสังคมนิยม แนวคิดเรื่องเผด็จการนิยม แนวคิดเรื่องธัมมิกสังคมนิยม โดยเลือกแนวคิดสำคัญของนักปรัชญา เช่น ขงจื่อ พลาโต   อาริสโตเติล โธมัส ฮอบส์ จอห์น ล็อค ฌอง-ฌักส์ รุสโซ  มาเคียเวลลี คาร์ล มาร์กซ์  มหาตมะ คานธี ดร.อัมเบกการ์ พุทธทาสภิกขุ

 

ปรับคำอธิบายรายวิชา
๖๐๓ ๓๑๕       สุนทรียศาสตร์                      ๓ (๓-๐-๖)                   Aesthetics

ศึกษาทฤษฎีสุนทรียศาสตร์ทางปรัชญา ที่ว่าด้วยเรื่องสุนทรียะ เกณฑ์ตัดสินทางสุนทรียะ ประสบการณ์สุนทรียะ เช่น สุนทรียะทางด้านภาพจิตรกรรม ประติมากรรมและคีตศิลป์ รวมทั้งวัตถุสุนทรียะ ศิลปวิจารณ์ และศิลปวิจักษ์ โดยเปรียบเทียบกับสุนทรียศาสตร์เชิงพุทธ

 

ไม่มี

ย้ายวิชานี้ไปอยู่ในหมวดวิชาเอก แบบนับหน่วยกิต
๖๐๓ ๓๑๖      เปรียบเทียบปรัชญาตะวันออกกับปรัชญาตะวันตก                               ๓ (๓-๐-๖)

                   Comparison of Eastern and Western Philosophies

ศึกษารูปแบบและวิธีการใช้ความคิดเชิงวิเคราะห์ในวัฒนธรรมทางวิชาการของตะวันตกและตะวันออก โดยเฉพาะการคิดหาความจริงแบบวิเคราะห์ แยกแยะ ลดทอนองค์ประกอบของสิ่งต่างๆ ในวัฒนธรรมทางวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ของตะวันตก แนวคิดเรื่องชีวิต พระเจ้า โลก จักรวาล ความจริงสูงสุด และความดีงามสูงสุด โดยเปรียบเทียบกับความคิดเชิงวิเคราะห์ของตะวันออกคือพระพุทธศาสนา เช่น การคิดแบบแยกแยะชีวิตออกเป็นขันธ์ ๕ เพื่อแสดงให้เห็นความเป็นอนิจจัง ทุกขัง และอนัตตาของชีวิต รวมทั้งศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างความคิดเชิงวิเคราะห์กับความคิดเชิงสังเคราะห์ (Synthetic Thoughts) และความคิดเชิงสร้างสรรค์ (Creative Thoughts)

 

 

ไม่มี

ตัดรายวิชานี้
 

 

ไม่มี

๖๐๓ ๓๒๔      ปรัชญาจีน                          ๓ (๓-๐-๙)

                    Chinese Philosophy

ศึกษาแนวคิดมนุษยนิยม  ธรรมชาติของมนุษย์ ทางสายกลาง ธรรมชาติและความจริงของเต๋า แนวคิดเรื่องหยิน-หยาง  ความรักสากล  สวรรค์ สวัสดิการสังคม  สำนักกฎหมายนิยม (Legalism) แนวคิดเรื่องการศึกษา แนวคิดว่าด้วยความดี ความชั่ว โดยเน้นศึกษานักปรัชญาที่มีอิทธิพลต่อแนวคิดและการพัฒนาทางสังคม เช่น ขงจื่อ  เม้งจื่อ เหล่าจื่อ หานเฟยจื่อ ซุนจื่อ เป็นต้น

 

เพิ่มรายวิชาใหม่
 

 

ไม่มี

๖๐๓ ๓๒๓      ปรัชญาอินเดียร่วมสมัย           ๓ (๓-๐-๙)                   Contemporary Indian Philosophy

                   ศึกษาปรัชญาอินเดียร่วมสมัย เช่น แนวคิดว่าด้วยความจริง ธรรมชาติของมนุษย์ วิถีแห่งความรู้ ทฤษฎีว่าด้วยมายา ศาสนากับศีลธรรม การเกิดใหม่และธรรมชาติของกรรม ธรรมชาติของอันติมสัจจ์ ชะตากรรมของมนุษย์ โดยเลือกนักปรัชญาผู้มีความโดดเด่น เช่น สวามี วิเวกานันทะ รพินทรนาถ   ฐากอร์  มหาตมะ คานธี ศรีอรพินโท กฤษณะจันทระ ภัททาจารยะ ราธะกฤษณัน  โมฮัมมัด  อิคบัล กฤษณะมูรติ

 

เพิ่มรายวิชาใหม่
๖๐๓ ๓๑๗       ปรัชญาวิทยาศาสตร์               ๓ (๓-๐-๖)                   Philosophy of Science

ศึกษาแนวคิดทางปรัชญาที่เป็นรากฐานของวิทยาศาสตร์ โดยเฉพาะปรัชญาสำนักปฏิฐานนิยมเชิงตรรกะ (Logical Positivism) ของกลุ่มเวียนนา (Vienna Circle) สำนักประสบการณ์นิยม (Empiricism) และปรัชญาฟิสิกส์ใหม่ เช่น ทฤษฎีควอนตัมฟิสิกส์ ทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไป (General Theory of Relativity) และทฤษฎีสัมพัทธภาพ (Theory of Relativity) ของอัลเบิร์ต ไอส์ไตน์

 

๖๐๓ ๓๑๗       ปรัชญาวิทยาศาสตร์               ๓ (๓-๐-๖)                   Philosophy of Science

ศึกษาแนวคิดทางปรัชญาที่เป็นรากฐานของวิทยาศาสตร์  โดยเฉพาะปรัชญาสำนักปฏิฐานนิยมเชิงตรรกะ (Logical Positivism) ของกลุ่มเวียนนา (Vienna Circle) สำนักประสบการณ์นิยม (Empiricism) และปรัชญาฟิสิกส์ใหม่ เช่น ทฤษฎีควอนตัมฟิสิกส์ ทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไป (General Theory of Relativity) และทฤษฎีสัมพัทธภาพ (Theory of Relativity) ของอัลเบิร์ต ไอส์ไตน์

 

 

ไม่เปลี่ยนแปลง
๖๐๓ ๓๑๘       ปรัชญาการศึกษา                  ๓ (๓-๐-๖)                   Philosophy of Education

ศึกษาแนวคิดทางปรัชญาในฐานะเป็นรากฐานการศึกษา การจัดหลักสูตรและระบบการศึกษาที่สัมพันธ์กับอุดมคติของชีวิต การเรียนรู้ และการพัฒนามนุษย์ เช่น ปรัชญาการศึกษาสำนักปฏิบัตินิยม (Pragmatism) สำนักอัตถิภาวนิยม (Existentialism) สำนักสารัตถนิยม (Essentialism) และปรัชญาการศึกษาที่มีอิทธิพลต่อการศึกษาในโลกปัจจุบันรวมทั้งปรัชญาการศึกษาทางพระพุทธศาสนา

 

 

 

๖๐๓ ๓๑๘       ปรัชญาการศึกษา                 ๓ (๓-๐-๖)                   Philosophy of Education

ศึกษาแนวคิดทางปรัชญาในฐานะเป็นรากฐานการศึกษา การจัดหลักสูตรและระบบการศึกษาที่สัมพันธ์กับอุดมคติของชีวิต การเรียนรู้ และการพัฒนามนุษย์ เช่น ปรัชญาการศึกษาสำนักปฏิบัตินิยม (Pragmatism) สำนักอัตถิภาวนิยม (Existentialism)  สำนักสารัตถนิยม (Essentialism) และปรัชญาการศึกษาที่มีอิทธิพลต่อการศึกษาในโลกปัจจุบัน รวมทั้งปรัชญาการศึกษาของพุทธปรัชญา

 

ปรับคำอธิบายรายวิชา
.  วิชาบังคับพื้นฐาน    
๐๐๐ ๑๐๘       ปรัชญาเบื้องต้น                   (๒-๐-๔)

Introduction to Philosophy

ศึกษาความหมายและขอบเขตของปรัชญา ความสัมพันธ์ระหว่างปรัชญา ศาสนาและวิทยาศาสตร์ และสาระสำคัญของปรัชญาสาขาต่างๆ พัฒนาการของปรัชญาตะวันออกและปรัชญาตะวันตก

 

 

 

 

 

ไม่มี

ตัดรายวิชานี้
 

 

ไม่มี

๖๐๓ ๓๒๕       การใช้เหตุผลทางปรัชญา ๑                                   ๓ (๓-๐-๙)

                   Philosophical Reasoning 1

ศึกษาหลักการและวิธีการใช้เหตุผลแบบนิรนัย (Deductive) และอุปนัย (Inductive) แบบเปรียบเทียบ วิธีการให้เหตุผลแบบมิลล์ เหตุผลวิบัติ (Fallacy) โดยศึกษากรณีตัวอย่างงานอภิปรัชญา ญาณวิทยา จริยศาสตร์ สุนทรียศาสตร์ ของนักปรัชญาตะวันตกและตะวันออก แล้วพัฒนาศักยภาพในการคิดเชิงวิเคราะห์ วิพากษ์ ประเด็นปัญหาตามกรอบการให้เหตุผลนั้นๆ

 

เพิ่มรายวิชาใหม่
. วิทยานิพนธ์    
๖๐๐ ๔๐๐       วิทยานิพนธ์                   ๑๒ หน่วยกิต

                   Thesis

เป็นโครงการวิจัยเฉพาะบุคคล โดยการเขียนวิจัยทางปรัชญาหรือสาขาวิชาอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับปรัชญา นำเสนอวิทยานิพนธ์ และการเขียนบทความเพื่อตีพิมพ์ในหนังสือหรือวารสารวิชาการ

 

๖๐๐ ๔๐๐       วิทยานิพนธ์             ๑๒ หน่วยกิต

                   Thesis

วิชานี้เป็นโครงการวิจัยทางปรัชญาเฉพาะบุคคล นิสิตต้องทำวิจัย เริ่มตั้งแต่การหาประเด็นปัญหา การเขียนโครงร่าง  การสอบโครงร่าง การเขียนวิจัยจนสำเร็จแล้วนำเสนอสอบป้องกันวิทยานิพนธ์ และการตีพิมพ์บทความวิจัย ทั้งนี้ ให้เป็นไปตามระเบียบบัณฑิตวิทยาลัยว่าด้วยวิธีปฏิบัติเกี่ยวกับวิทยานิพนธ์ และระเบียบอื่นที่เกี่ยวข้อง

 

ปรับคำอธิบายรายวิชา

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ภาคผนวก ข

 คำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการพัฒนาหลักสูตรพุทธศาสตรมหาบัณฑิต

สาขาวิชาปรัชญา

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

คำสั่งมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

ที่ ๑๒๐ /๒๕๕๙

เรื่อง แต่งตั้งคณะกรรมการพัฒนาหลักสูตร พุทธศาสตรดุษฎีบัณฑิต พุทธศาสตรมหาบัณฑิต   และหลักสูตรประกาศนียบัตรบัณฑิต

บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

————-

เพื่อให้การดำเนินการพัฒนาหลักสูตรพุทธศาสตรดุษฎีบัณฑิต หลักสูตรพุทธศาสตรมหาบัณฑิต หลักสูตรประกาศนียบัตรบัณฑิต บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ตามกรอบมาตรฐานคุณวุฒิระดับอุดมศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๕๒ ดำเนินไปด้วยความเรียบร้อย มีประสิทธิภาพ และ บรรลุตามวัตถุประสงค์ของมหาวิทยาลัย

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๒๗ (๑) แห่งพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย พ.ศ. ๒๕๔๐ จึงแต่งตั้งผู้มีรายนามดังต่อไปนี้ เป็นคณะกรรมการพัฒนาหลักสูตรพุทธศาสตรดุษฎีบัณฑิต พุทธศาสตรมหาบัณฑิต และ หลักสูตรประกาศนียบัตรบัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ประกอบด้วย

 

  คณะกรรมการพัฒนาหลักสูตรประจำบัณฑิตวิทยาลัย

 

             ๑.  รองอธิการบดีฝ่ายบริหาร                                      ที่ปรึกษา

๒.  รองอธิการบดีฝ่ายวิชาการ                                     ที่ปรึกษา

๓.  รองอธิการบดีฝ่ายวางแผนและพัฒนา                        ที่ปรึกษา

๔   รองอธิการบดีฝ่ายกิจการทั่วไป                                ที่ปรึกษา

๕.  รองอธิการบดีวิทยาเขตขอนแก่น                              ที่ปรึกษา

๖.  รองอธิการบดีวิทยาเขตเชียงใหม่                               ที่ปรึกษา

๗.  คณบดีคณะพุทธศาสตร์                                         ที่ปรึกษา

๘. คณบดีคณะครุศาสตร์                                           ที่ปรึกษา

๙. คณบดีคณะมนุษยศาสตร์                                        ที่ปรึกษา

๑๐. คณบดีคณะสังคมศาสตร์                                       ที่ปรึกษา

๑๑. คณบดีบัณฑิตวิทยาลัย                                        ประธานกรรมการ

๑๒.รองคณบดีบัณฑิตวิทยาลัย ฝ่ายบริหาร                       รองประธานกรรมการ

๑๓.รองคณบดีบัณฑิตวิทยาลัย ฝ่ายวิชาการ                      รองประธานกรรมการ

๑๔.พระราชสิทธิมุนี วิ.                                             กรรมการ

             ๑๕.รศ.ดร.สุรพล สุยะพรม                                         กรรมการ

๑๖.ผศ.ดร.สิริวัฒน์ ศรีเครือดง                                     กรรมการ

๑๗.รศ.ดร.สมศักดิ์ บุญปู่                                           กรรมการ

๑๘.ผศ.ดร.ณัฐธีร์  ศรีดี                                             กรรมการ                               ๑๙.แม่ชีศันสนีย์  เสถียรสุต        กรรมการ

๒๐.รศ.เวทย์ บรรณกรกุล                                          กรรมการ

๒๑.รศ.ดร.วันชัย  พลเมืองดี                                        กรรมการ

๒๒.รศ.ดร.เอกฉัท  จารุเมธีชน                                     กรรมการ

๒๓.ดร.ไพฑูรย์  รื่นสัตย์                                            กรรมการ

๒๔.ศ. ดร.สมภาร พรมทา                                          กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

๒๕.ศ. ดร.วัชระ งามจิตรเจริญ                                     กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

๒๖. รศ. บำรุง สุขพรรณ์                                            กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

๒๗.ดร. วีรชาติ นิ่มอนงค์                                           กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

๒๘. เลขานุการสำนักงานคณบดีบัณฑิตวิทยาลัย                   กรรมการและเลขานุการ

 

คณะกรรมการพัฒนาหลักสูตรพุทธศาสตรดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาพระพุทธศาสนา

หลักสูตรพุทธศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาพระพุทธศาสนา

 

             ๑.  พระมหาสมบูรณ์ วุฑฺฒิกโร,ดร.                                ประธานกรรมการ

             ๒.  พระครูภาวนาโพธิคุณ,ดร.                                      กรรมการ

๓.   พระมหาทวี มหาปญฺโญ,ผศ.ดร.                                กรรมการ

๔.  พระมหาดวงจันทร์ คุตฺตสีโล,ดร.                              กรรมการ

๕.  รศ.ดร.สมิทธิพล  เนตรนิมิต                                   กรรมการ

๖.  ผศ.ดร.แม่ชีกฤษณา รักษาโฉม                                 กรรมการ

๗.  ผศ.ดร.วุฒินันท์  กันทะเตียน                                  กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

๘.  ผศ.ดร.มนตรี   สิระโรจนานันท์                                กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

๙.  ผศ.ดร.ประพันธ์ ศุภษร                                        กรรมการและเลขานุการ

 

คณะกรรมการพัฒนาหลักสูตรพุทธศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาธรรมนิเทศ

และหลักสูตรประกาศนียบัตรบัณฑิตสาขาวิชาพระไตรปิฏกศึกษา

             ๑.  พระมหาทวี มหาปญฺโญ,ผศ.ดร.                                ประธานกรรมการ

             ๒.  พระมหาอดิเดช สติวโร,ดร.                                    กรรมการ

๓.  ผศ.รังษี สุทนต์                                                 กรรมการ

๔.  ดร.จุฑามาศ  วารีแสงทิพย์                                     กรรมการ

๕.  ผศ.ดร.ชยุต  ภวภานันท์กุล                                    กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

๖.  รศ.ดร. สมาน  งามสนิท                                       กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

๗. ดร.บุญเลิศ โอฐสู                                                กรรมการและเลขานุการ

 

คณะกรรมการพัฒนาหลักสูตรพุทธศาสตรดุษฎีบัณฑิต  สาขาวิชาปรัชญา

หลักสูตรพุทธศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาปรัชญา

๑. พระมหาพรชัย   สิริวโร,ดร.                                     ประธานกรรมการ

๒. พระราชวรเมธี,ดร.                                               กรรมการ

๓. พระมหาไพรัชน์ ธมฺมทีโป,ดร.                                   กรรมการ

๔. พระมหากฤษณะ  ตรุโณ,ผศ.ดร.                                กรรมการ

๕. พระมหาขวัญชัย  กิตฺติเมธี,ดร.                                  กรรมการ

๖. ศ.ดร.สมภาร  พรมทา                                           กรรมการ

๗. รศ.ดร.ประเวศ อินทองปาน                                     กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

๘. ดร.วีรชาติ นิ่มอนงค์                                             กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

๙. พระมหาดนัยพัชร์  คมฺภีรปญฺโญ, ดร.                          กรรมการและเลขานุการ

 

คณะกรรมการพัฒนาหลักสูตรพุทธศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาสันติศึกษา

๑.พระมหาหรรษา  ธมฺมหาโส,รศ.ดร.                              ประธานกรรมการ

๒.รศ.ดร.โคทม   อารียา                                            กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

๓.ดร.ขันทอง วัฒนะประดิษฐ์                                      กรรมการ

๔.พล.อ.เอกชัย ศรีวิลาศ                                           กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

๕.ดร.พูนสุข  มาศรังสรรค์                                          กรรมการ

๖.ดร.นพ.บรรพต  ตันธีรวงศ์                                       กรรมการ

๗.ดร.อุทัย   สติมั่น                                                 กรรมการ

๘.พระมหาดวงเด่น  ฐิติญาโณ,ดร.                                  กรรมการและเลขานุการ

 

ให้คณะกรรมการชุดนี้มีอำนาจหน้าที่ในการดำเนินงานปรับปรุงหลักสูตรให้เป็นไปตามกรอบมาตรฐานคุณวุฒิระดับอุดมศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๕๒

ทั้งนี้ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป

สั่ง ณ วันที่   ๒๔      เดือน   กุมภาพันธ์  พุทธศักราช   ๒๕๕๙

 

(พระพรหมบัณฑิต)

อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ภาคผนวก ค

 

  • ประวัติและผลงานทางวิชาการของอาจารย์ผู้รับผิดชอบหลักสูตร
  • ประวัติและผลงานทางวิชาการของอาจารย์ประจำหลักสูตร

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ประวัติและผลงานทางวิชาการของอาจารย์ผู้รับผิดชอบหลักสูตร

ò³ò

 

๑. พระครูภาวนาโพธิคุณ, (สมชาย กนฺตสีโล), ผศ.ดร

 

๑. ชื่อ/ฉายา/สกุล           พระครูภาวนาโพธิคุณ, (สมชาย กนฺตสีโล), ผศ.ดร.          

๒. ตำแหน่งทางวิชาการ    ผู้ช่วยศาสตราจารย์

๓. สาขาที่เชี่ยวชาญ        ปรัชญา และศาสนา

๔. สังกัด-สถานที่            หลักสูตรบัณฑิตศึกษา สาขาวิชาปรัชญา

ประจำบัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตขอนแก่น

๕.ประวัติการศึกษา

คุณวุฒิ ปีที่สำเร็จ ชื่อสถานที่ศึกษา
พธ.บ. (ศาสนา) ๒๕๓๔ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย
M.A. (Political Science)            ๒๕๓๘ Tilak College, India
M.A. (Philosophy) ๒๕๔๒ University  of  Pune, India
Ph.D.(Philosophy) ๒๕๔๕ University  of  Pune, India

 

๖.ภาระงานในความรับผิดชอบ(ภายใน ๓ ปีย้อนหลัง)

 

๖.๑ ประสบการณ์ในการสอนระดับปริญญาตรี

ที่                  วิชา            มหาวิทยาลัย
 พุทธปรัชญาเถรวาท มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตขอนแก่น
พุทธธรรมแนวประยุกต์ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตขอนแก่น

 

๖.๒ ประสบการณ์ในการสอนระดับปริญญาโท

ที่                  วิชา            มหาวิทยาลัย
วิปัสสนากรรมฐาน มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตขอนแก่น
ระเบียบวิธีวิจัยทางปรัชญา มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตขอนแก่น

  

  ๖.๓ ประสบการณ์การสอนปริญญาเอก

ที่                 วิชา            มหาวิทยาลัย
งานวิชาการภาษาอังกฤษเพื่อการวิจัยเชิงปรัชญา มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตขอนแก่น
ระเบียบวิธีวิจัยชั้นสูงทางปรัชญา มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตขอนแก่น

 

 

 

 

 

๗. ผลงานทางวิชาการ (งานวิจัย/บทความทางวิชาการ/หนังสือ/ตำรา)

 

๗.๑ งานวิจัย

๑) พระครูภาวนาโพธิคุณ, ผศ.ดร. (๒๕๕๘) ศึกษาบทบาทการเสริมสร้างสุขภาวะเชิงพุทธของสำนักปฏิบัติธรรมประจำวันจังหวัดขอนแก่น.ปีที่ตีพิมพ์ : ๒๕๕๙ แหล่งที่ตีพิมพ์ : วารสารวิชาการในการประชุมวิชาการระดับนานาชาติและระดับชาติ มจร.วิทยาเขตขอนแก่น วันที่ ๒๘ มีนาคม ๒๕๕๙

๒) พระครูภาวนาโพธิคุณ,ผศ.ดร.(๒๕๕๘)  การศึกษาพัฒนาการจัดตั้งสถาบันวิปัสสนาธุระ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตขอนแก่น.ปีที่ตีพิมพ์ : ๒๕๕๙ แหล่งที่ตีพิมพ์ :วารสารวิชาการธรรมทรรศน์ ปีที่ ๑๖ ฉบับที่ ๓ (ฉบับพิเศษ) ประจำเดือนพ.ย.-ธ.ค.๒๕๕๙.

๓) พระครูภาวนาโพธิคุณ,ผศ.ดร.(๒๕๕๘)  งานวิจัยร่วม, การศึกษาเปรียบเทียบทฤษฎีความรู้ของเดวิด  ฮิวม์

             กับนยายะในปรัชญาอินเดีย.ปีที่ตีพิมพ์ : ๒๕๕๙ แหล่งที่ตีพิมพ์ :วารสารวิชาการในการประชุม

วิชาการระดับนานาชาติและระดับชาติ มจร.วิทยาเขตขอนแก่น วันที่ ๒๘ มีนาคม ๒๕๕๙

 

              ๗.๒ บทความทางวิชาการ

๑) พระครูภาวนาโพธิคุณ,ผศ.ดร.(๒๕๕๘) ศึกษาบทบาทการเสริมสร้างสุขภาวะเชิงพุทธของสำนักปฏิบัติ

ธรรมประจำวันจังหวัดขอนแก่น.ปีที่ตีพิมพ์ : ๒๕๕๙ แหล่งที่ตีพิมพ์ :วารสารวิชาการในการประชุม    วิชาการระดับนานาชาติและระดับชาติ มจร.วิทยาเขตขอนแก่น วันที่ ๒๘ มีนาคม ๒๕๕๙

๒) พระครูภาวนาโพธิคุณ,ผศ.ดร.(๒๕๕๘)  การศึกษาพัฒนาการจัดตั้งสถาบันวิปัสสนาธุระ มหาวิทยาลัยมหา

           จุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตขอนแก่น.ปีที่ตีพิมพ์ : ๒๕๕๙ แหล่งที่ตีพิมพ์ :วารสารวิชาการ

ธรรมทรรศน์ ปีที่ ๑๖ ฉบับที่ ๓ (ฉบับพิเศษ) ประจำเดือนพ.ย.-ธ.ค.๒๕๕๙.

๓) พระครูภาวนาโพธิคุณ,ผศ.ดร.(๒๕๕๘)  งานวิจัยร่วม, การศึกษาเปรียบเทียบทฤษฎีความรู้ของเดวิด  ฮิวม์

           กับนยายะในปรัชญาอินเดีย.ปีที่ตีพิมพ์ : ๒๕๕๙ แหล่งที่ตีพิมพ์ : วารสารวิชาการในการประชุม

วิชาการระดับนานาชาติและระดับชาติ มจร.วิทยาเขตขอนแก่น วันที่ ๒๘ มีนาคม ๒๕๕๙

๔) พระครูภาวนาโพธิคุณ,ผศ.ดร.(๒๕๕๒) ศึกษาตีความสุขภาวะองค์รวมวิถีพุทธ.  วารสารพุทธศาสตร์-

ปรัชญาปริทรรศน์, ปีที่ ๒ ฉบับที่ ๑ มิถุนายน – ธันวาคม ๒๕๕๒

๕) พระครูภาวนาโพธิคุณ,ผศ.ดร.(๒๕๕๔) ธรรมของในหลวง. วารสารศึกษาทั่วไป มหาวิทยาลัยขอนแก่น

(Journal of General Education Khon Kaen University: JGE: KKU) ปีที่ ๔ ฉบับที่ ๓

กันยายน-ธันวาคม ๒๕๕๔         

 

          ๗.๓ หนังสือ/ตำรา

๑) พระครูภาวนาโพธิคุณ,ผศ.ดร.(๒๕๔๕)  การเมืองใหม่วิถีพุทธ, พิมพ์ครั้งที่ ๓ สำนักพิมพ์ บริษัทคลังนานา

วิทยาขอนแก่น

๒) พระครูภาวนาโพธิคุณ,ผศ.ดร.(๒๕๔๖)มรดกไทย มรดกธรรม, พิมพ์ครั้งที่ ๒ สำนักพิมพ์ บริษัทคลังนานา

วิทยาขอนแก่น

๓) พระครูภาวนาโพธิคุณ,ผศ.ดร.(๒๕๔๗)ธรรมนูญชีวิตจากคาถาธรรมบท, พิมพ์ครั้งที่ ๑ สำนักพิมพ์ บริษัท

คลังนานาวิทยาขอนแก่น

๔) พระครูภาวนาโพธิคุณ,ผศ.ดร.(๒๕๕๔)ธรรมซีรี่ชุดที่ ๑ อยู่ก็สบายไปก็มีสุข, พิมพ์ครั้งที่ ๔ , สำนักพิมพ์

บริษัทคลังนานาวิทยาขอนแก่น

๕) พระครูภาวนาโพธิคุณ,ผศ.ดร.(๒๕๕๖)ธรรมซีรี่ชุดที่ ๒ ไขปัญหาปริศนาธรรมศาลาโพธสาร ๗๒, พิมพ์ครั้งที่

๓ สำนักพิมพ์ บริษัทคลังนานาวิทยาขอนแก่น

 

๒. ผศ.ดร.จักรพรรณ วงศ์พรพวัณ

 

๑. ชื่อ/ฉายา/สกุล                  ผศ.ดร.จักรพรรณ วงศ์พรพวัณ    

๒. ตำแหน่งทางวิชาการ           ผู้ช่วยศาสตราจารย์

๓. สาขาที่เชี่ยวชาญ               ศาสนาและปรัชญา

๔. สังกัด-สถานที่                    หลักสูตรบัณฑิตศึกษา สาขาวิชาปรัชญา

ประจำบัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

วิทยาเขตขอนแก่น

๕. การศึกษา

             คุณวุฒิ  ปีที่สำเร็จ  ชื่อสถานที่ศึกษา
ป.ธ.๖(ภาษาบาลี)  ๒๕๓๓ กรมการศาสนา กระทรวงศึกษาธิการ
พธ.บ.(ปรัชญา)  ๒๕๓๙ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย
M.A.(Philosophy)  ๒๕๔๑ University of Madras, India
M.A.(Pali & Buddhist Studies)  ๒๕๔๔ Banaras Hindu University, India
Ph.D.(Philosophy)  ๒๕๔๖ Magadh University, India

 

๖.ภาระงานในความรับผิดชอบ(ภายใน ๓ ปีย้อนหลัง)

          ๖.๑ ประสบการณ์ในการสอนระดับปริญญาตรี

ตรรกศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาลัยสงฆ์เลย
ธรรมะภาคภาษาอังกฤษ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาลัยสงฆ์เลย
ธรรมะภาคภาษาอังกฤษชั้นสูง มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาลัยสงฆ์เลย
อภิปรัชญา มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตขอนแก่น
พระพุทธศาสนากับปรัชญา มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตขอนแก่น
ศึกษาอิสระทางปรัชญา มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตขอนแก่น

 

๖.๒ ประสบการณ์ในการสอนระดับปริญญาโท

ที่                             วิชา             มหาวิทยาลัย
พุทธปรัชญา มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาลัยสงฆ์เลย
พระพุทธศาสนากับภูมิปัญญาไทย มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาลัยสงฆ์เลย
อภิปรัชญาวิเคราะห์ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตขอนแก่น
สัมมนาปรัชญา มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตขอนแก่น
สุนทรียศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตขอนแก่น

 

          ๖.๓ ประสบการณ์สอนระดับปริญญาเอก

ที่                             วิชา             มหาวิทยาลัย
อภิปรัชญาวิเคราะห์ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตขอนแก่น
สัมมนาปรัชญาจีน มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตขอนแก่น
การวิเคราะห์เชิงปรัชญา มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตขอนแก่น

 

๗. ผลงานทางวิชาการ (งานวิจัย/บทความทางวิชาการ/หนังสือ/ตำรา)

 

๗.๑ งานวิจัย

๑) ผศ.ดร.จักรพรรณ วงศ์พรพวัณ, (๒๕๕๖) พุทธจริยศาสตร์กับการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม. ทุนวิจัยวิทยา

เขตขอนแก่นและวิทยาลัยสงฆ์เลย มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย.

๒) ผศ.ดร.จักรพรรณ วงศ์พรพวัณ, (๒๕๕๘) การบริหารจัดการกลุ่มอาชีพเสริมเพาะเห็ดนางฟ้า :

           กรณีศึกษา กลุ่มสตรีบ้านขอนแดง ตำบลนาอาน อำเภอเมือง จังหวัดเลย. ทุนวิจัยวิทยาเขต

ขอนแก่น มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย.

๓) ผศ.ดร.จักรพรรณ วงศ์พรพวัณ, (๒๕๕๙) การพัฒนาปัญญาตามแนวพุทธจริยศาสตร์ของสำนัก

           ปฏิบัติธรรมวัดโพธิ์บ้านโนนทัน ตำบลในเมือง อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น. ทุนวิจัยวิทยา

เขตขอนแก่น มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย.

๔) ผศ.ดร.จักรพรรณ วงศ์พรพวัณ, (๒๕๖๐) กำลังดำเนินการ. ศึกษาวิเคราะห์การพัฒนาปัญญาของ

           สำนักปฏิบัติธรรมในจังหวัดขอนแก่น.ทุนวิจัยสถาบันวิจัยพุทธศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาจุฬา

ลงกรณราชวิทยาลัย

 

 

 

 

 

 

๗.๒ งานวิจัยร่วม

๑) พระมหาดาวสยาม วชิรปญฺโญ, ผศ.ดร., ผศ.ดร.จรัส ลีกา, ผศ.ดร.จักรพรรณ วงศ์พรพวัณ, ร.ต.ดร.

วสันต์ ศรีสะอาด (๒๕๕๙) รูปแบบและกระบวนการสร้างความเข้มแข็งของบ้าน วัด โรงเรียน

           ในการจัดการปัญหายาเสพติดแนวพุทธในจังหวัดขอนแก่น. ทุนวิจัยวิทยาเขตขอนแก่น

มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

๒) ร.ต.ดร.วสันต์ ศรีศรีสะอาด, ผศ.ดร.จรัส ลีกา, ผศ.ดร.จักรพรรณ วงศ์พรพวัณ, ดร.อุบลรัตน์ แสวงผล,

พระมหาจรูญ กิตฺติปญฺโญ,ดร., นายธีร์ดนัย กัปโป, นายสวาท ฮาดภักดี, นายทรงพล โชติกเวช

กุล (๒๕๕๙).บทบาทขององค์การบริหารส่วนตำบลในการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด

           ของเยาวชน : กรณีศึกษาองค์การบริหารส่วนตำบลหนองกุงธนสาร อำเภอภูเวียง จังหวัด

           ขอนแก่น. ทุนวิจัยวิทยาเขตขอนแก่น มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

 

           ๗.๓ บทความทางวิชาการ/บทความวิจัย

๑) ผศ.ดร.จักรพรรณ วงศ์พรพวัณ, (๒๕๕๘). การพัฒนาปัญญาตามแนวพุทธจริยศาสตร์

ตีพิมพ์ในโครงการปรระชุมวิชาการการนำเสนอผลวิจัยระดับชาติ มหาวิทยาลัยราชภัฏภูเก็ต ครั้ง

ที่ ๕ วันที่ ๑๗ – ๑๘ ธันวาคม ๒๕๕๘

๒) ผศ.ดร.จักรพรรณ วงศ์พรพวัณ, (๒๕๕๘). การบริหารจัดการกลุ่มอาชีพเสริมเพาะเห็ดนางฟ้า :

          กรณีศึกษากลุ่มสตรีบ้านขอนแดงตำบลนาอาน อำเภอเมือง จังหวัดเลย

ตีพิมพ์ในวารสารการประชุมวิชาการระดับชาติ ครั้งที่ เรื่อง “พุทธบูรณาการวิจัยเพื่อพัฒนาสังคม

ให้ยั่งยืน” มจร.วิทยาเขตขอนแก่น วันที่ ๒๘ มีนาคม ๒๕๕๙.

๓) ผศ.ดร.จักรพรรณ วงศ์พรพวัณ, (๒๕๕๙) การพัฒนาปัญญาตามแนวพุทธจริยศาสตร์ของสำนัก

ปฏิบัติธรรมวัดโพธิ์บ้านโนนทัน ตำบลในเมือง อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น

         ตีพิมพ์ในวารสารธรรมทรรศน์ ปีที่ ๑๖ ฉบับที่ ๑ ประจำเดือน พฤศจิกายน – ธันวาคม ๒๕๕๙,

สำนักวิชาการ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตขอนแก่น.

๔) Asst.Prof.Dr.ChakkapanWongpornpavan, (2560). The intellectual development in the

way ofBuddhist ethics of theMeditation center ofProbannontan temple,

           Naimuang Sub-District,Muang District, KhonKaen Province

           NIC The 4 th National and the 2nd International Conference 2017,

Mahachulalongkornrajavidyalaya University, KhonKaen Campus

 

๗.๔ บทความวิจัยร่วม

๑) ผศ.ดร.จรัส ลีกา, พระมหาปพนกตสาโร, พระวันดี กนฺตวีโร, พระมหาจรูญ กิตฺติปญฺโญ, ดร., ผศ.ดร.

จักรพรรณ วงศ์พรพวัณ, ร.ต.วสันต์ ศรีสะอาด, ทศพร พรหมเทศ, ผศ.ดร.กิตติศักดิ์ ดียา (๒๕๕๙)

กระบวนการอนุรักษ์คัมภีร์ใบลาน โดยการมีส่วนร่วมของประชาชนในจังหวัดขอนแก่น. ตีพิมพ์ใน

วารสารวิชาการธรรมทรรศน์, ปีที่ ๑๖ ฉบับที่ ๓ (ฉบับพิเศษ) ประจำเดือนพฤศจิกายน – ธันวาคม

๒๕๕๙.

 

 

 

๒) ร.ต.ดร.วสันต์ ศรีศรีสะอาด, ผศ.ดร.จรัส ลีกา, ผศ.ดร.จักรพรรณ วงศ์พรพวัณ, ดร.อุบลรัตน์ แสวงผล,

พระมหาจรูญ กิตฺติปญฺโญ,ดร., นายธีร์ดนัย กัปโป, นายสวาท ฮาดภักดี, นายทรงพล โชติกเว

ชกุล (๒๕๕๙). บทบาทขององค์การบริหารส่วนตำบลในการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพ

           ติดของเยาวชน : กรณีศึกษาองค์การบริหารส่วนตำบลหนองกุงธนสาร อำเภอภูเวียง

           จังหวัดขอนแก่น.ตีพิมพ์ในวารสารวิชาการธรรมทรรศน์, ปีที่ ๑๖ ฉบับที่ ๓ (ฉบับพิเศษ)

ประจำเดือนพฤศจิกายน – ธันวาคม ๒๕๕๙.

๓) พระมหาดาวสยาม วชิรปญฺโญ, ดร., ผศ.ดร.จรัส ลีกา, ผศ.ดร.จักรพรรณ วงศ์พรพวัณ, ร.ต.วสันต์ ศรี

สะอาด (๒๕๖๐). รูปแบบและกระบวนการสร้างความเข้มแข็งของบ้าน วัด โรงเรียน ในการ

จัดการปัญหายาเสพติดแนวพุทธในจังหวัดขอนแก่น.ตีพิมพ์ในวารสารการประชุมระดับชาติครั้งที่ ๔ เรื่อง “พุทธนวัตถกรรมเพื่อพัฒนาประเทศไทย” วันที่ ๓๑ มีนาคม ๒๕๖๐, มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตขอนแก่น.

๔) Asst.Prof.Dr.JarasLeeka, PhraWandeePavase, PhramahaPaponKatasaro,

Asst.Prof.Dr.ChakkapanWongpornpavan, 2/Lt.Dr.VasantSrisaard, PhramahaJaroonKittipanno, PhramahaBanjongSirijantho, TossapornPromtes(2017).

The conservative Processes of Bailan Scriptures with the Participation of

People in KhonKaen Province.NIC The 4 th National and the 2nd International

Conference 2017, Mahachulalongkornrajavidyalaya University, KhonKaen Campus

๕) 2/Lt.Dr.vasantSrisaard, Asst.Prof.Dr.JarasLeeka,Asst.Prof.Dr.Suvintongpan,

Asst.Prof.Dr.ChakkapanWongpornpavan,PhramahaJaroonKittipanno, Dr.,

Dr.TanachaiManipikhai, PhramahaDoasiamVajirapanno, Asst.Prof.Dr.,

Mr.SawatHadpagdee(2017). Roles of Sub-district Administrative Organization in Preventing and Solving Drug Addiction Youth: A Case Study of Kungthanasan Sub-

District Administrative Organization, Phuvieng District, KhonKaen Province.NIC

The 4 th National and the 2nd International Conference 2017,

Mahachulalongkornrajavidyalaya University, KhonKaen Campus

 

           ๗.๕ หนังสือ/ตำรา

ผศ.ดร.จักรพรรณ วงศ์พรพวัณ. (๒๕๕๕). ปรัชญา : ศาสตร์แห่งภูมิปัญญามนุษย์. กรุงเทพมหานคร:สำนักพิมพ์สยาม.

 

 

 

 

 

 

 

 

 

๓. ผศ.ดร.จรัส ลีกา

 

๑. ชื่อ/ฉายา/สกุล                        ผศ.ดร.จรัส ลีกา 

๒. ตำแหน่ง                          ผู้ช่วยศาสตราจารย์

๓. สาขาที่เชี่ยวชาญ                     ปรัชญาและศาสนา

๔. สังกัด-สถานที่                        หลักสูตรบัณฑิตศึกษา สาขาวิชาปรัชญา

ประจำบัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

วิทยาเขตขอนแก่น

๕.ประวัติการศึกษา

             คุณวุฒิ ปีที่สำเร็จ  ชื่อสถานที่ศึกษา
ป.ธ.๗ (ภาษาบาลี) ๒๕๓๔ กรมการศาสนา กระทรวงศึกษาธิการ
พธ.บ. (ศาสนา) ๒๕๓๕ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย
M.A.  (Philosophy) ๒๕๓๘ University of Madras, India
Ph. D. (Philosophy) ๒๕๔๙ Magadh University, India

 

๖.ภาระงานในความรับผิดชอบ (ภายใน ๓ ปีย้อนหลัง)

        ๖.๑  ประสบการณ์ในการสอนระดับปริญญาตรี

ที่ วิชา มหาวิทยาลัย
สัมมนาปัญหาปรัชญา มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตขอนแก่น
จริยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตขอนแก่น
ปรัชญาอินเดียสมัยโบราณ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตขอนแก่น
ตรรกศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตขอนแก่น

 

๖.๒ ประสบการณ์ในการสอนระดับปริญญาโท

 

ที่                             วิชา             มหาวิทยาลัย
พระไตรปิฎกวิเคราะห์ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตขอนแก่น
จริยศาสตร์วิเคราะห์ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตขอนแก่น
ญาณวิทยาวิเคราะห์ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตขอนแก่น
สัมมนาวิทยานิพนธ์ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตขอนแก่น

 

 

๖.๓ ประสบการณ์การสอนระดับปริญญาเอก

ที่                             วิชา             มหาวิทยาลัย
ตรรกศาสตร์เบื้องต้น (สำหรับผู้ไม่มีพื้นฐานปรัชญา) มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตขอนแก่น
สัมมนาพุทธปรัชญาในพระไตรปิฎก มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตขอนแก่น
จริยศาสตร์วิเคราะห์ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตขอนแก่น
ญาณวิทยาวิเคราะห์ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตขอนแก่น
สัมมนาวิทยานิพนธ์ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตขอนแก่น

 

๗. ผลงานทางวิชาการ (งานวิจัย/บทความทางวิชาการ/หนังสือ/ตำรา)

 

๗.๑ งานวิจัย

๑) ผศ.ดร.จรัส  ลีกา. (๒๕๕๖) แนวทางการพัฒนาการมีส่วนร่วมขององค์การบริหารส่วนท้องถิ่นในการ

           ป้องกันและแก้ปัญหาการตั้งครรภ์ของเด็กและเยาวชนเขตอำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น. ปีที่ตีพิมพ์

: ๒๕๕๗,แหล่งที่ตีพิมพ์ :วารสารวิชาการธรรมทรรศน์ ปีที่ ๑๔ ฉบับที่ ๑(มี.ค. – มิ.ย.๒๕๕๗)

๒) ผศ.ดร.จรัส  ลีกา. (๒๕๕๗) แนวทางการพัฒนาการมีส่วนร่วมขององค์การปกครองส่วนท้องถิ่นในการ

           อนุรักษ์ป่าชุมชน : กรณีศึกษาวัดป่าบ้านหนองกุงธนสาร ตำบลหนองกุงธนสาร อำเภอภูเวียง

           จังหวัดขอนแก่น. ปีที่ตีพิมพ์ : ๒๕๕๙    แหล่งที่ตีพิมพ์ :วารสารสถาบันวิจัยพิมลธรรม  ปีที่ ๒  ฉบับที่

๑ (มกราคม – มิถุนายน ๒๕๕๙)

๓) ผศ.ดร.จรัส  ลีกา (๒๕๕๘) แนวทางการพัฒนาการมีส่วนร่วมขององค์การปกครองส่วนท้องถิ่นในการ

           อนุรักษ์ป่าชุมชน : กรณีศึกษาวัดป่าประชาสรรค์ ตำบลหนองสองห้อง อำเภอหนองสองห้อง

           จังหวัดขอนแก่น. ปีที่ตีพิมพ์  :๒๕๕๙(๒๐๑๖)  แหล่งที่ตีพิมพ์ : NIC ๒๐๑๖  The ๓rd National      and The  ๑st  International  Conferences  ๒๐๑๖ “Integration  of  Buddhism  with

research  to  develop  a  sustainable  society”

๔) ผศ.ดร.จรัส  ลีกา.(๒๕๕๙) กระบวนการอนุรักษ์คัมภีร์ใบลาน โดยการมีส่วนร่วมของประชาชนในจังหวัด

           ขอนแก่น ทุนสนับสนุน วช.ปี ๕๙ MCU RS ๖๑๐๗๕๙๑๑๙,ปีที่ตีพิมพ์ : พฤศจิกายน ๒๕๕๙ –

กุมภาพันธ์ ๒๕๖๐, แหล่งที่ตีพิมพ์ : วารสารวิชาการธรรมทรรศน์ ฐานTCI ปีที่ ๑๖ ฉบับที่ ๓ (ฉบับ

พิเศษ)

ผศ.ดร.จรัส  ลีกา.(๒๕๖๐) รูปแบบและกระบวนการสร้างความเข้มแข็งของบ้าน วัด โรงเรียนในการจัดการ

           ปัญหายาเสพติดแนวพุทธของภาคตะวันออกเฉียงเหนือทุนสนับสนุน วช. ปี ๖๐ สัญญาเขที่ว.๐๘๕

/๒๕๖๐ MCU RS ๖๑๐๗๖๐๐๘๕, ปีที่ตีพิมพ์ : ๒๕๖๐(๒๐๑๗)แหล่งที่ตีพิมพ์ : NIC ๒๐๑๖  The ๔

rd National and The  ๒st  International  Conferences  ๒๐๑๗ “Buddhist  Innovation for

developing  Thailand”

 

 

๗.๒ บทความวิจัย/บทความวิชาการ

๑) ผศ.ดร.จรัส  ลีกา.(๒๕๕๖) แนวทางการพัฒนาการมีส่วนร่วมขององค์การบริหารส่วนท้องถิ่นในการป้องกัน

           และแก้ปัญหาการตั้งครรภ์ของเด็กและเยาวชนเขตอำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น

ปีที่ตีพิมพ์ :๒๕๕๗ แหล่งที่ตีพิมพ์ :วารสารวิชาการธรรมทรรศน์ ปีที่ ๑๔ ฉบับที่ ๑(มี.ค. – มิ.ย.๕๗)

๒) ผศ.ดร.จรัส  ลีกา.(๒๕๕๗) แนวทางการพัฒนาการมีส่วนร่วมขององค์การปกครองส่วนท้องถิ่นในการ

           อนุรักษ์ป่าชุมชน : กรณีศึกษาวัดป่าบ้านหนองกุงธนสาร ตำบลหนองกุงธนสาร อำเภอภูเวียง

            จังหวัดขอนแก่น. ปีที่ตีพิมพ์ :๒๕๕๙ แหล่งที่ตีพิมพ์ :วารสารสถาบันวิจัยพิมลธรรม  ปีที่ ๒  ฉบับที่ ๑

(มกราคม –  มิถุนายน ๒๕๕๙)

๓) ผศ.ดร.จรัส  ลีกา.(๒๕๕๘) Guidline  on  Participating  Development  of  the  Local

            Governmental  Organization  for  the  Community  Forest  Preservation : A  case

            study  of  Wat  Pa  Pachasan  Hnong  Songhong  District, Khon  Kaen  Province.

ปีที่ตีพิมพ์  :๒๕๕๙(๒๐๑๖)  แหล่งที่ตีพิมพ์ : NIC ๒๐๑๖  The ๓rd National and The ๑st

International  Conferences  ๒๐๑๖ “Integration  of  Buddhism  with  research  to

develop  a  sustainable  society”

๔) ผศ.ดร.จรัส  ลีกา.(๒๕๕๗) กระบวนการอนุรักษ์คัมภีร์ใบลาน โดยการมีส่วนร่วมของประชาชนในจังหวัด

           ขอนแก่น ทุนสนับสนุน วช.ปี ๕๙ ปีที่ตีพิมพ์ : พฤศจิกายน ๒๕๕๙ – กุมภาพันธ์ ๒๕๖๐ แหล่งที่

ตีพิมพ์ : วารสารวิชาการธรรมทรรศน์ ปีที่ ๑๖ ฉบับที่ ๓ ฉบับพิเศษ

๕) ผศ.ดร.จรัส  ลีกา.(๒๕๖๐) The model and process to create strength of villages –

           monasteries – schools  on  the  problems – Addictive Drug  tackling, A  cording

            to  Buddhism  in  the Northeastern Region) ทุนสนับสนุน วช. ปี ๖๐ สัญญาเขที่ว.๐๘๕/

๒๕๖๐ MCU RS ๖๑๐๗๖๐๐๘๕, ปีที่ตีพิมพ์ : ๒๕๖๐(๒๐๑๗)แหล่งที่ตีพิมพ์ : NIC ๒๐๑๖  The ๔rd

                   National and The  ๒st  International  Conferences  ๒๐๑๗ “Buddhist  Innovation for

developing  Thailand”

 

          ๗.๓ หนังสือ/ตำรา

๑) ผศ.ดร.จรัส  ลีกา.(๒๕๕๙).ตรรกศาสตร์เบื้องต้น.วิทยาเขตขอนแก่น : สำนักพิมพ์เอมมี่ก๊อบปี้ปริ้นท์.

๒) ผศ.ดร.จรัส  ลีกา.(๒๕๔๗) ประวัติการศึกษาไทย. ขอนแก่นการพิมพ์.

๓) ผศ.ดร.จรัส  ลีกา.(๒๕๕๕) ปรัชญาอินเดีย.ขอนแก่นการพิมพ์.

๔) ผศ.ดร.จรัส  ลีกา.(๒๕๕๖) หน้าปรัชญาอินเดียร่วมสมัย.ขอนแก่นการพิมพ์.

๕) ผศ.ดร.จรัส  ลีกา.(๒๕๕๗) หน้าจิตวิทยาผู้สูงอายุ.ขอนแก่นการพิมพ์.

๖) ผศ.ดร.จรัส  ลีกา.(๒๕๕๘) หน้าการพัฒนาแบบยั่งยืน.ขอนแก่นการพิมพ์.

๗) ผศ.ดร.จรัส  ลีกา.(๒๕๔๖) การเมือการปกครองของไทย.ขอนแก่นการพิมพ์.

๘) ผศ.ดร.จรัส  ลีกา.(๒๕๕๖) การเมืองการปกครองเปรียบเทียบ.ขอนแก่นการพิมพ์.

 

 

 

 

 

 

 

๔. พระมหาบรรจง สิริจนฺโท,ดร.

๑. ชื่อ/ฉายา/สกุล           พระมหาบรรจง สิริจนฺโท, ดร.          

๒. ตำแหน่งทางวิชาการ    อาจารย์

๓. สาขาที่เชี่ยวชาญ        ปรัชญา และศาสนา

๔. สังกัด-สถานที่            หลักสูตรบัณฑิตศึกษา สาขาวิชาปรัชญา

ประจำบัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตขอนแก่น

๕.ประวัติการศึกษา

คุณวุฒิ ปีที่สำเร็จ ชื่อสถานที่ศึกษา
พธ.บ. (ปรัชญา) ๒๕๓๖ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย
พธ.ม. (ปรัชญา) ๒๕๓๙ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย
Ph.D. (Philosophy) ๒๕๕๘ University of Madras, India

 

๖.ภาระงานในความรับผิดชอบ(ภายใน ๓ ปีย้อนหลัง)

 

๖.๑ ประสบการณ์ในการสอนระดับปริญญาตรี

ที่                  วิชา            มหาวิทยาลัย
ปรัชญาเบื้องต้น มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตขอนแก่น
ปรัชญาจีน มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตขอนแก่น
ปรัชญาอินเดีย มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตขอนแก่น

 

๖.๒ ประสบการณ์ในการสอนระดับปริญญาโท

ที่                  วิชา            มหาวิทยาลัย
ระเบียบวิธีวิจัยทางปรัชญา มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตขอนแก่น

  

  ๖.๓ ประสบการณ์การสอนปริญญาเอก

ที่                 วิชา            มหาวิทยาลัย
สัมมนาปัญหาในปรัชญาตะวันออก มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตขอนแก่น

 

๗. ผลงานทางวิชาการ (งานวิจัย/บทความทางวิชาการ/หนังสือ/ตำรา)

 

๗.๑ งานวิจัย (ร่วม)

๑) พระมหาบรรจง สิริจนฺโท,ดร.(๒๕๕๙). กระบวนการอนุรักษ์คัมภีร์ใบลานโดยการมีส่วนร่วมของ

          ประชาชนในจังหวัดขอนแก่น

๒) พระมหาบรรจง สิริจนฺโท,ดร.(๒๕๖๐) แนวทางการพัฒนาการมีส่วนร่วมขององค์กรการปกครองส่วน

          ท้องถิ่นในการอนุรักษ์ป่าชุมชน: กรณีศึกษาวัดป่าประชาสรรค์ อำเภอหนองสองห้อง จังหวัด

          ขอนแก่น

 

 

 

              ๗.๒ บทความทางวิชาการ

๑) พระมหาบรรจง สิริจนฺโท,ดร. (2016).A Guideline on Participating Development of the
local Governmental organization for the community forestation

          Preservation, a case study of watPachasamHnonysonghong district, khonkean

          province.Journal of the 3rd National and the 1st International Conferences2016 at

M C U KhonKaen.

๒) พระมหาบรรจง สิริจนฺโท,ดร.(2017).The Conservative Processes of Palm leaf (Bailan)
Scriptures with the Participation of people in khonkean
.Journal of the 4rd
National and the 2st International Conferences201๗ at M C U KhonKaen

         

 

          ๗.๓ หนังสือ/ตำรา

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

๕. พระโสภณพัฒนบัณฑิต, รศ.ดร.

 

๑. ชื่อ/ฉายา/สกุล                  พระโสภณพัฒนบัณฑิต, รศ.ดร.

๒. ตำแหน่งทางวิชาการ           รองศาสตราจารย์

๓. สาขาที่เชี่ยวชาญ               ศาสนาและปรัชญา, พระพุทธศาสนา

๔. สังกัด-สถานที่                    หลักสูตรบัณฑิตศึกษา สาขาวิชาปรัชญา

ประจำบัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

วิทยาเขตขอนแก่น

 

๕.ประวัติการศึกษา

คุณวุฒิ ปีที่สำเร็จ ชื่อสถานที่ศึกษา
พธ.บ. (ปรัชญา) ๒๕๓๕ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย
ศศ.บ.(ปฐมวัย) ๒๕๔๘ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช
ศศ.ม.(ปรัชญา) ๒๕๔๘ มหาวิทยาลัยขอนแก่น

 

๖.ภาระงานในความรับผิดชอบ(ภายใน ๓ ปีย้อนหลัง)

๖.๑ ประสบการณ์ในการสอนระดับปริญญาตรี(International programme)

ที่ วิชา มหาวิทยาลัย
พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตขอนแก่น
พระพุทธศาสนากับปรัชญา มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตขอนแก่น

 

  ๖.๒ ประสบการณ์ในการสอนระดับปริญญาโท

ที่ วิชา มหาวิทยาลัย
ศึกษางานสำคัญทางพระพุทธศาสนา มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตขอนแก่น

 

          ๖.๓ ประสบการณ์การสอนระดับปริญญาเอก

ที่ วิชา มหาวิทยาลัย
สัมมนาพระพุทธศาสนาเพื่อสังคม มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตขอนแก่น
สัมมนาปรัชญาอินเดีย มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตขอนแก่น

 

 

 

๗.ผลงานทางวิชาการ (งานวิจัย/บทความทางวิชาการ/หนังสือ/ตำรา)

 

๗.๑ งานวิจัย

๑) พระโสภณพัฒบัณฑิต,รศ.(๒๕๕๗).พระพุทธศาสนาในสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว :

           ประวัติศาสตร์  วัฒนธรรม และความสัมพันธ์ทางสังคม. มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย.

๒) พระโสภณพัฒบัณฑิต,รศ. (๒๕๕๖).รูปแบบการสร้างเครื่องข่ายการเผยแผ่เชิงรุก มหาวิทยาลัยวิทยาลัย
มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยขอนแก่น
. มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย.

๓) พระโสภณพัฒบัณฑิต,รศ. (๒๕๕๘).การมีส่วนร่วมของพระสงฆ์ในการจัดการแหล่งโบราณคดี
ในสังกัดสำนักศิลปาการที่ ๙
.  มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย.

๔) พระโสภณพัฒบัณฑิต,รศ. (๒๕๕๘).การพัฒนารูปแบบการดูแลสุขภาพองค์รวมของพระสงฆ์ในจังหวัด
ขอนแก่น โดยเน้นการมีส่วนรวมของเครื่อข่าย.
มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย.

๕) พระโสภณพัฒบัณฑิต,รศ. (๒๕๕๙).รูปแบบการใช้วัดเป็นศูนย์กลางในการดูแลผู้สูงอายุในอนาคต.
มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย.

 

          ๗.๒ บทความวิจัย/วิชาการ

๑) พระโสภณพัฒบัณฑิต,รศ. (๒๕๖๐).รูปแบบการใช้วัดเป็นศูนย์กลางในการดูแลผู้สูงอายุในอนาคต. วารสารวิชาการธรรมทรรศน์. ปีที่ ๑๖ ฉบับที่ ๓ (ฉบับพิเศษป ประจำเดือน พฤหัสบดี-ธันวาคม ๒๕๕๙ หน้าที่ ๓๑-๔๒

๒) พระโสภณพัฒบัณฑิต,รศ. (๒๕๖๐).บทบาทภาวะผู้นำของพระสังฆาธิการกับการพัฒนาชุมชนเป็นเลิศในยุคไทยแลนด์ ๔.๐. วารสารวิชาการในการประชุมวิชาการระดับชาติครั้งที่ ๔ และระดับนานาชาติ ครั้งที่ ๒ (proceeding) วันที่ ๓๑ มีนาคม ๒๕๖๐: มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย  วิทยาเขตขอนแก่น.หน้า ๒๘๖๐-๒๘๗๑

๓) พระโสภณพัฒบัณฑิต,รศ. (๒๕๖๐).The Two Thuth in Buddhist Thought. วารสารวิชาการในการประชุมวิชาการระดับชาติครั้งที่ ๔ และระดับนานาชาติ ครั้งที่ ๒ (proceeding) วันที่ ๓๑ มีนาคม ๒๕๖๐: มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย  วิทยาเขตขอนแก่น.หน้า ๑๑๑-๑๒๒

๔) พระโสภณพัฒบัณฑิต,รศ. (๒๕๕๙).Model  of  Network  Building  for  the  Buddhist  Proactive
Propagation  of  Mahachulalornrajavidyalaya  University  at  KhonKaen
Campus(2016).
วารสารวิชาการในการประชุมวิชาการระดับนานาชาติและระดับชาติ (Proceeding)
มจร.วิทยาเขตขอนแก่น. วันที่ ๒๘ มีนาคม ๒๕๕๙.หน้า ๓๒

๕) พระโสภณพัฒบัณฑิต,รศ. (๒๕๕๗). พระพุทธศาสนาในสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว :
ประวัติศาสตร์  วัฒนธรรม และความสัมพันธ์ทางสังคม
. วารประชุมวิชาการและเสนอผลงานวิจัย
ระดับชาติและนานาชาติ ครั้งที่ ๔ (Proceeding). วิทยาลัยบัณฑิตเอเชีย. หน้า ๑๒๓.

๖) พระโสภณพัฒบัณฑิต,รศ. (๒๕๕๘).การมีส่วนร่วมของพระพสงฆ์ในการจัดการแหล่งโบราณคดี
ในสังกัดสำนักศิลปาการที่ ๙.
วารสารวิชาการในการประชุมวิชาการระดับชาติครั้งที่ ๔ และระดับ

นานาชาติครั้งที่ ๒ (Proceeding)  วันที่ ๓๑  มีนาคม   ๒๕๖๐.  มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราช

วิทยาลัย  วิทยาเขตขอนแก่น. หน้า ๑๐๑.

๗) พระโสภณพัฒบัณฑิต,รศ. (๒๕๕๘). การพัฒนารูปแบบการดูแลสุขภาพองค์รวมของพระสงฆ์ในจังหวัด

          ขอนแก่นโดยเน้นการมีส่วนรวมของเครือข่าย. วารสารวิชาการในการประชุมวิชาการระดับชาติลุ่ม

แม่น้ำโขงมหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัยวิทยาเขตอีสาน (proceeding)  วันที่ ๒๘– ๓๐ สิงหาคม

๒๕๕๘.มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย  วิทยาเขตขอนแก่นเล่มที่ ๒. หน้า ๙๕.

๘) พระโสภณพัฒบัณฑิต,รศ. (๒๕๕๖).รูปแบบการสร้างเครื่องข่ายการเผยแผ่เชิงรุก มหาวิทยาลัยวิทยาลัย
มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยขอนแก่น
วารสารวิชาการในการประชุมวิชาการระดับชาติครั้งที่ ๔
และระดับนานาชาติ ครั้งที่ ๒ (proceeding)  วันที่ ๓๑  มีนาคม   ๒๕๖๐:  มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลง

กรณราชวิทยาลัย  วิทยาเขตขอนแก่น.

๙) พระโสภณพัฒบัณฑิต,รศ. (๒๕๖๐).Buddhism in lao PDR: Historical, Cultural, and Social

          Relations.วารสารวิชาการในการประชุมวิชาการระดับชาติ. ครั้งที่ ๔ และระดับนานาชาติ ครั้งที่๒

(proceeding) วันที่ ๓๑มีนาคม   ๒๕๖๐. มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขต

ขอนแก่น.หน้า ๓๕๔-๓๖๒

๑๐) พระโสภณพัฒบัณฑิต,รศ. (๒๕๕๓). การส่งเสริมสุขภาพให้ยังยืนตามแนวอิทธิบาท ๔. วารสาร

บัณฑิตศึกษาปริทรรศน์ ปีที่ ๖ ฉบับพิเศษ ๓๐ พฤศจิกายน ๒๕๕๓. หน้า ๙๘.

๑๑) พระโสภณพัฒบัณฑิต,รศ. (๒๕๕๗).การเผยแผ่พระพุทธศาสนาเชิงรุนในสถานการณ์ปัจจุบัน.
วารสารประชุมระดับชาติเล่มที่ ๑ ๒๒-๒๓ ธันวาคม ๒๕๕๗. หน้า ๑-๒๖

๑๒) พระโสภณพัฒบัณฑิต,รศ. (๒๕๕๗). พระพุทธศาสนาในสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว :
ประวัติศาสตร์  วัฒนธรรม และความสัมพันธ์ทางสังคม.
วารสารประชุมระดับชาติเล่มที่ ๑ (proceeding). ๒๒-๒๓ ธันวาคม ๒๕๕๗.มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย
วิทยาเขตขอนแก่น เล่มที่๒ หน้า ๑-๑๗

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ภาคผนวก ง

 

ระเบียบ ข้อบังคับและประกาศที่เกี่ยวข้องประกาศมหาวิทยาลัย

มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ข้อบังคับมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

ว่าด้วยการศึกษาระดับบัณฑิตศึกษา พ.ศ. ๒๕๔๑

 

เพื่อให้การบริหารงานในบัณฑิตวิทยาลัยบรรลุวัตถุประสงค์ของมหาวิทยาลัย
จึงเห็นสมควรออกข้อบังคับมหาวิทยาลัยว่าด้วยการศึกษาระดับบัณฑิตศึกษา

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๑๙ (๒) แห่งพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย พ.ศ. ๒๕๔๐ สภามหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยในคราว ประชุมครั้งที่ ๙/๒๕๔๑ เมื่อวันที่ ๒๔ กันยายน พ.ศ. ๒๕๔๑ จึงมีมติให้ออกข้อบังคับไว้ ดังต่อไปนี้

 

หมวดที่ ๑

บททั่วไป

 

ข้อ ๑ ข้อบังคับนี้เรียกว่า “ข้อบังคับมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยว่าด้วยการศึกษาระดับบัณฑิตศึกษา พ.ศ. ๒๕๔๑”

ข้อ ๒ ให้ใช้ข้อบังคับนี้ตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศเป็นต้นไป

ข้อ ๓ บรรดาข้อบังคับ ระเบียบ ประกาศ คำสั่ง หรือมติอื่นใดซึ่งขัดหรือแย้งกับข้อ

บังคับนี้ ให้ใช้ข้อบังคับนี้แทน

ข้อ ๔ ในข้อบังคับนี้

“นิสิต” หมายถึง ผู้ที่ได้ขึ้นทะเบียนเป็นนิสิตบัณฑิตวิทยาลัยเรียบร้อยแล้ว

ข้อ ๕ ให้อธิการบดีรักษาการให้เป็นไปตามข้อบังคับนี้

ข้อ ๖ คุณสมบัติของผู้สมัครเข้าศึกษาระดับมหาบัณฑิต

๖.๑ ผู้สมัครเข้าเป็นนิสิตต้องเป็นผู้สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีหรือเทียบเท่าจากมหาวิทยาลัยหรือสถาบันการศึกษาที่สภามหาวิทยาลัยรับรองและต้องมีคุณสมบัติอื่นตามที่มหาวิทยาลัยกำหนด

๖.๒ ต้องได้ค่าระดับเฉลี่ยสะสมในระดับปริญญาตรี ไม่ต่ำกว่า ๒.๕๐ จากระบบ ๔ แต้ม ยกเว้นผู้มีประสบการณ์การทำงานติดต่อกันเป็นเวลาไม่น้อยกว่า ๒ ปีนับแต่สำเร็จการศึกษาและผู้จบเปรียญธรรมเก้าประโยคและ

๖.๓ ไม่เคยถูกลงโทษให้พ้นสภาพการเป็นนิสิตบัณฑิตวิทยาลัย

ข้อ ๗ คุณสมบัติของผู้สมัครเข้าศึกษาหลักสูตรปริญญามหาบัณฑิต

๗.๑ ผู้สมัครเข้าเป็นนิสิตต้องเป็นผู้สำเร็จการศึกษาขั้นปริญญาโทหรือเทียบเท่าจากมหาวิทยาลัยหรือสถาบันการศึกษา ที่สภามหาวิทยาลัยรับรองและต้องมีคุณสมบัติอื่นตามที่

มหาวิทยาลัยกำหนด

๗.๒ ต้องได้ค่าระดับเฉลี่ยสะสมในระดับปริญญาโทไม่ต่ำกว่า ๓.๕๐ จากระบบ
๔ แต้ม ยกเว้นผู้มีประสบการณ์การทำงานติดต่อกันเป็นเวลาไม่น้อยกว่า ๓ ปีนับแต่สำเร็จการศึกษา หรือมีผลงานทางวิชาการที่คณะกรรมการ ประจำบัณฑิตวิทยาลัยเห็นชอบ

๗.๓ ไม่เคยถูกลงโทษให้พ้นสภาพการเป็นนิสิตบัณฑิตวิทยาลัย

ข้อ ๘ บัณฑิตวิทยาลัยจะดำเนินการเกี่ยวกับการรับสมัครนิสิตใหม่โดยพิจารณาแต่งตั้ง

คณะกรรมการสอบคัดเลือกผู้สมัครเข้าศึกษาในระดับบัณฑิตศึกษาในแต่ละปีการศึกษา

 

หมวดที่ ๒

การจัดและวิธีการศึกษา

 

ข้อ ๙ ระบบการศึกษา

บัณฑิตวิทยาลัย จัดการศึกษาระบบหน่วยกิตทวิภาค โดยแบ่งเวลาการศึกษาในแต่

ละปีการศึกษาออกเป็น ๒ ภาคการศึกษาปกติ แต่ละภาคการศึกษามีเวลาศึกษาไม่น้อยกว่า
๑๖ สัปดาห์ บัณฑิตวิทยาลัยอาจจัดการศึกษาภาคฤดูร้อนได้อีก ๑ ภาค มีเวลาศึกษาไม่น้อยกว่า
๖ สัปดาห์ และจะกำหนดระเบียบว่าด้วยการศึกษาภาคฤดูร้อนที่ไม่ขัดกับข้อบังคับนี้โดยความเห็นชอบของคณะกรรมการประจำบัณฑิตวิทยาลัย

ข้อ ๑๐ หลักสูตร

๑๐.๑ หลักสูตรปริญญาพุทธศาสตรมหาบัณฑิต ให้ศึกษางานรายวิชาไม่น้อยกว่า ๓๖ หน่วยกิต และวิทยานิพนธ์ ๑๒ หน่วยกิต จำแนกประเภท ดังนี้

วิชาบังคับ                           ๑๒      หน่วยกิต

กลุ่มวิชา                             ๑๘      หน่วยกิต

วิชาเลือก ไม่น้อยกว่า               ๖        หน่วยกิต

วิทยานิพนธ์                         ๑๒      หน่วยกิต

                             รวมทั้งสิ้น                           ๔๘      หน่วยกิต

๑๐.๒ หลักสูตรปริญญาพุทธศาสตรมหาบัณฑิต ให้ศึกษางานรายวิชาไม่น้อยกว่า ๒๔ หน่วยกิต และวิทยานิพนธ์ ๓๖ หน่วยกิต จำแนกประเภท ดังนี้

วิชาบังคับ                           ๙        หน่วยกิต

กลุ่มวิชา                             ๙        หน่วยกิต

วิชาเลือก ไม่น้อยกว่า               ๖        หน่วยกิต

วิทยานิพนธ์                         ๓๖      หน่วยกิต

                             รวมทั้งสิ้น                           ๖๐      หน่วยกิต

ข้อ ๑๑ ระยะเวลาการศึกษาตามหลักสูตรระดับบัณฑิตศึกษา มีดังนี้

๑๑.๑ หลักสูตรปริญญาพุทธศาสตรมหาบัณฑิต ให้มีระยะเวลาศึกษาไม่น้อยกว่า ๔ ภาคการศึกษาปกติ และไม่เกิน ๑๐ ภาคการศึกษาปกติ

๑๑.๒ หลักสูตรปริญญาพุทธศาสตรมหาบัณฑิต ให้มีระยะเวลาศึกษาไม่น้อยกว่า ๖ ภาคการศึกษาปกติ และไม่เกิน ๑๐ ภาคการศึกษาปกติ ในกรณีที่นิสิตไม่สามารถจบการศึกษาได้ในระยะเวลา ๑๐ ภาคการศึกษาปกติตามข้อ ๑๑.๑ และข้อ ๑๑.๒ คณะกรรมการประจำบัณฑิตวิทยาลัยอาจอนุมัติให้ต่ออายุสภาพนิสิตได้อีก แต่ทั้งนี้ต้องไม่เกิน ๒ ภาคการศึกษาปกติ

๑๑.๓ การนับเวลาในข้อ ๑๑.๑ และข้อ ๑๑.๒ ให้นับรวมเวลาที่นิสิตได้รับอนุมัติให้ลาพักการศึกษาด้วย ยกเว้นนิสิตที่ได้รับอนุมัติให้ลาพักการศึกษา ตามข้อ ๑๓.๑.๑

๑๑.๔ รายวิชาที่กำหนดให้นิสิตฟังการบรรยายสัปดาห์ละ ๑ ชั่วโมงและศึกษานอกเวลาอีกไม่น้อยกว่าสัปดาห์ละ ๓ ชั่วโมงตลอดภาคการศึกษา ให้มีค่าเท่ากับ ๑ หน่วยกิต

๑๑.๕ รายวิชาที่นิสิตใช้เวลาปฏิบัติการ อภิปราย หรือสัมมนาสัปดาห์ละ ๒ ถึง
๓ ชั่วโมงและเมื่อรวมเวลาการศึกษานอกเวลาแล้ว นิสิตใช้เวลาไม่น้อยกว่าสัปดาห์ละ ๓ ชั่วโมงตลอดภาคการศึกษา ให้มีค่าเท่ากับ ๑ หน่วยกิต

ข้อ ๑๒ การเปลี่ยนสาขาวิชาจะกระทำได้ก็ต่อเมื่อได้รับความเห็นชอบจากอาจารย์ที่ปรึกษาทั่วไปและคณบดีบัณฑิตวิทยาลัยบัณฑิตวิทยาลัยอาจอนุมัติให้นิสิตที่ขอเปลี่ยนสาขาวิชาโอนหน่วยกิตของรายวิชาในระดับบัณฑิตศึกษาที่ได้ศึกษาไว้แล้วไม่เกิน ๕ ปีได้ตามที่เห็นสมควร แต่ต้องไม่เกิน ๙ หน่วยกิต โดยไม่ให้นำไปคำนวณค่าระดับเฉลี่ยสะสม และรายวิชานั้นต้องได้ผลการศึกษาไม่ต่ำกว่า B  หรือ S

ข้อ ๑๓ การลาพักและการกลับเข้าศึกษาใหม่

๑๓.๑ นิสิตที่มีเหตุจำเป็น อาจลาพักการศึกษาภาคใดภาคหนึ่ง เมื่อได้ศึกษาในบัณฑิตวิทยาลัยไม่น้อยกว่า ๑ ภาคการศึกษาปกติ โดยความเห็นชอบของอาจารย์ที่ปรึกษาทั่วไป นิสิตต้องยื่นคำร้องต่อคณบดีบัณฑิตวิทยาลัยภายใน ๓๐ วันนับจากวันเปิด ภาคการศึกษาใหม่ หากพ้นจากกำหนดการลาพักการศึกษาดังกล่าว นิสิตอาจขอลาพักการศึกษา เป็นกรณีพิเศษในกรณีใดกรณีหนึ่งดังต่อไปนี้

๑๓.๑.๑ ถูกเกณฑ์หรือระดมเข้ารับราชการทหารกองประจำการ

๑๓.๑.๒ มีความจำเป็นต้องเดินทางไปต่างประเทศ

๑๓.๑.๓ เจ็บป่วยต้องพักรักษาตัวเป็นเวลานานตามคำสั่งแพทย์โดยมีใบรับรองแพทย์มาแสดงต่อบัณฑิตวิทยาลัย

๑๓.๑.๔ มีเหตุจำเป็นสุดวิสัยอื่นที่สำคัญในกรณีที่นิสิตได้รับอนุมัติให้ลาพักการศึกษาให้นับระยะเวลาที่ลาพักการศึกษารวมอยู่ในระยะเวลาศึกษาด้วย ยกเว้นนิสิตที่ได้รับอนุมัติให้ลาพักการศึกษาตามข้อ ๑๓.๑.๑ นิสิตที่ได้รับอนุมัติให้ลาพักการศึกษา ต้องชำระค่าธรรมเนียมเพื่อรักษาสภาพการเป็นนิสิตทุกภาคการศึกษา ยกเว้นนิสิตที่ได้รับอนุมัติให้ลาพักการศึกษาหลังจากที่ได้ลงทะเบียนรายวิชาแล้ว ในกรณีนี้ ให้นิสิตได้ W ในทุกรายวิชาที่ได้ลงทะเบียนไว้ในภาคการศึกษาที่ได้รับอนุมัติให้ลาพักการศึกษา

ข้อ ๑๔ การพ้นสภาพการเป็นนิสิต

นิสิตพ้นสภาพการเป็นนิสิตในกรณีใดกรณีหนึ่ง ดังต่อไปนี้

๑๔.๑ สอบได้ค่าระดับเฉลี่ยประจำภาคการศึกษาที่ ๑ ต่ำกว่า ๒.๕๐

๑๔.๒ สอบได้ค่าระดับเฉลี่ยสะสมต่ำกว่า ๓.๐๐

๑๔.๓ ไม่สามารถสำเร็จการศึกษาตามหลักสูตรภายในกำหนดเวลาตามข้อ ๑๑.๑ หรือข้อ ๑๑.๒ แล้วแต่กรณี

๑๔.๔ มหาวิทยาลัยลงโทษให้พ้นสภาพการเป็นนิสิตตามข้อ ๓๒.๕

๑๔.๕ ไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขการลาพักตามข้อ ๑๓ หรือไม่ลงทะเบียนรายวิชาในภาคการศึกษาปกติตามข้อ ๑๗.๕

๑๔.๖ ได้รับอนุมัติให้ลาออกจากการเป็นนิสิต

ข้อ ๑๕ นิสิตที่พ้นสภาพตามข้อ ๑๔.๕ และ ๑๔.๖ อาจขอกลับเข้าเป็นนิสิตใหม่ได้ภายในกำหนดระยะเวลา ๒ ปี นับจากวันที่นิสิตพ้นสภาพการเป็นนิสิต และถ้าคณบดีบัณฑิตวิทยาลัยโดยคำแนะนำของคณะกรรมการประจำบัณฑิตวิทยาลัยเห็นสมควรอนุมัติโดยให้คิดระยะเวลาที่พ้นสภาพการเป็นนิสิตนั้นรวมอยู่ในระยะเวลาการศึกษาทั้งหมด ในกรณีเช่นนี้นิสิตต้องเสียค่าธรรมเนียมต่างๆ เหมือนกับผู้ลาพักการศึกษาทั่วไป

 

หมวดที่ ๓

การขึ้นทะเบียนเป็นนิสิตและการลงทะเบียนรายวิชา

 

ข้อ ๑๖ การขึ้นทะเบียนเป็นนิสิต

๑๖.๑ ผู้ขึ้นทะเบียนเป็นนิสิตต้องนำหลักฐานที่บัณฑิตวิทยาลัยกำหนดมายื่นต่อกองทะเบียนและวัดผลด้วยตนเองตามวันเวลาและสถานที่ที่กำหนด พร้อมทั้งชำระค่าธรรมเนียมต่าง ๆ ตามที่มหาวิทยาลัยกำหนด สำหรับภาคการศึกษาแรกที่เข้าศึกษาในบัณฑิตวิทยาลัยนิสิตต้องลงทะเบียนรายวิชาที่ต้องศึกษาในภาคนั้นทั้งหมด พร้อมกับการขึ้นทะเบียนเป็นนิสิตด้วย

๑๖.๒ ผู้ไม่สามารถมายื่นคำร้องขอขึ้นทะเบียนเป็นนิสิตตามวันที่กำหนดต้องแจ้งเหตุขัดข้องให้กองทะเบียนและวัดผลทราบเป็นลายลักษณ์อักษรภายใน ๗ วันหลังจากวันที่กำหนดไว้ มิฉะนั้น จะถือว่าสละสิทธิ์ในกรณีที่ได้แจ้งให้กองทะเบียนและวัดผลทราบตามความในวรรคแรกแล้วต้องมาขึ้นทะเบียนเป็นนิสิตด้วยตนเอง ยกเว้นกรณีที่มหาวิทยาลัยพิจารณาเห็นว่ามีเหตุจำเป็นอย่างยิ่งจึงอนุญาตให้มอบหมายผู้แทนมาขึ้นทะเบียนแทนได้ ทั้งนี้ต้องทำให้เรียบร้อยภายใน ๗ วัน

นับจากวันเปิดภาคการศึกษา

๑๖.๓ ผู้ที่ได้รับอนุมัติให้เข้าศึกษาในสาขาวิชาใด ต้องขึ้นทะเบียนเป็นนิสิตของบัณฑิตวิทยาลัยในสาขาวิชานั้น และจะศึกษาเกินกว่า ๑ สาขาวิชาในขณะเดียวกันไม่ได้

ข้อ ๑๗ การลงทะเบียนรายวิชา

๑๗.๑ นิสิตต้องลงทะเบียนรายวิชาทุกภาคการศึกษาตามกำหนดเวลาในปฏิทินการศึกษา โดยความเห็นชอบจากอาจารย์ที่ปรึกษาทั่วไป

๑๗.๒ นิสิตที่ไม่มาลงทะเบียนรายวิชาภายใน ๑๔ วันแรกของภาคการศึกษาปกตินับจากวันเปิดภาคการศึกษา ไม่มีสิทธิลงทะเบียนในภาคการศึกษานั้นเว้นแต่จะได้รับอนุมัติจากคณบดีบัณฑิตวิทยาลัย

๑๗.๓ จำนวนหน่วยกิตที่กำหนดให้นิสิตลงทะเบียนแต่ละภาคการศึกษาต้องไม่น้อยกว่า ๖ หน่วยกิตและไม่เกิน ๑๕ หน่วยกิต

๑๗.๔ นิสิตที่ลงทะเบียนล่าช้ากว่าที่กำหนด ต้องชำระค่าธรรมเนียมการศึกษาตามที่มหาวิทยาลัยกำหนด

๑๗.๕ นิสิตที่ไม่ลงทะเบียนวิชาในภาคการศึกษาใด ต้องลาพักการศึกษาตาเงื่อนไขที่ระบุไว้ในข้อ ๑๓ หากไม่ปฏิบัติตามต้องพ้นสภาพการเป็นนิสิต

๑๗.๖ นิสิตที่ได้ศึกษารายวิชาครบตามหลักสูตรแล้วแต่ยังไม่สำเร็จการศึกษา ต้องลงทะเบียนรักษาสภาพการเป็นนิสิตทุกภาคการศึกษา

ข้อ ๑๘ อาจารย์ที่ปรึกษาทั่วไป

นิสิตต้องมีอาจารย์ที่ปรึกษาทั่วไปหนึ่งท่านเป็นผู้แนะนำและช่วยวางแผน การศึกษาโดยคณบดีบัณฑิตวิทยาลัยเป็นผู้แต่งตั้งจากอาจารย์ที่มีชื่อในทำเนียบอาจารย์บัณฑิตวิทยาลัย

ข้อ ๑๙ การถอน เพิ่ม และเปลี่ยนรายวิชา

๑๙.๑ การถอนรายวิชาจะกระทำได้ภายใต้เงื่อนไขและมีผลสืบเนื่องดังต่อไปนี้

๑๙.๑.๑ ในกรณีที่ขอถอนภายใน ๑๔ วันแรกของภาคการศึกษาปกติโดยได้รับความเห็นชอบจากอาจารย์ที่ปรึกษาทั่วไป รายวิชาที่ถอนนั้นจะไม่ปรากฏในระเบียน

๑๙.๑.๒ ในกรณีที่ขอถอนหลังจาก ๑๔ วันของภาคการศึกษาปกติแต่ไม่เกิน ๓๐ วันแรกของภาคการศึกษาปกติ โดยได้รับความเห็นชอบจากอาจารย์ที่ปรึกษาทั่วไป นิสิตจะได้รับ W ในรายวิชาที่ถอน

๑๙.๑.๓ ถ้านิสิตขอถอนรายวิชาใด เมื่อพ้นกำหนดตามข้อ ๑๙.๑.๒ นิสิตจะได้ F ในรายวิชานั้น เว้นแต่กรณีที่มีเหตุผลพิเศษซึ่งคณะกรรมการประจำบัณฑิตวิทยาลัยเห็นสมควรอนุมัติให้ถอนได้ ในกรณีเช่นนี้นิสิตจะได้ W ในรายวิชานั้น

๑๙.๒ การเพิ่มหรือเปลี่ยนรายวิชา ให้กระทำได้ภายใน ๑๔ วันแรกของภาคการศึกษาปกติโดยได้รับความเห็นชอบจากอาจารย์ที่ปรึกษาทั่วไป และหากพ้นกำหนดนี้ต้องได้รับอนุมัติจากคณบดีบัณฑิตวิทยาลัย ทั้งนี้นิสิตผู้นั้นจะต้องมีเวลาศึกษาต่อไปไม่น้อยกว่าร้อยละ ๘๐ ของเวลาการศึกษาทั้งหมดในภาคการศึกษานั้น

 

หมวดที่ ๔

การวัดผลและประเมินผลการศึกษา

 

ข้อ ๒๐ การวัดผลการศึกษา

๒๐.๑ ให้มีการวัดผลการศึกษาทุกรายวิชาที่นิสิตลงทะเบียนในแต่ละภาคการศึกษาโดยอาจทำการวัดผลระหว่างภาคด้วย วิธีการทดสอบ การเขียนรายงาน การมอบหมายงานให้ทำ หรือวิธีอื่นใดที่เหมาะสมกับรายวิชานั้นเมื่อสิ้นภาคการศึกษา ให้มีการสอบไล่สำหรับแต่ละรายวิชาที่ศึกษาในภาคการศึกษานั้นหรือจะใช้วิธีการวัดผลอย่างอื่นที่เหมาะสมกับลักษณะของวิชานั้น ๆ ก็ได้

บัณฑิตวิทยาลัยอาจกำหนดระเบียบที่ไม่ขัดกับข้อบังคับนี้เพื่อใช้ในการวัดผลตามความเหมาะสมของแต่ละสาขาวิชา หรือรายวิชาก็ได้

๒๐.๒ เมื่อสิ้นภาคการศึกษาแต่ละภาค นิสิตจะมีสิทธิเข้าสอบไล่หรือได้รับการวัดผลในรายวิชาใดก็ต่อเมื่อมีเวลาศึกษาในรายวิชานั้นมาแล้วไม่น้อยกว่าร้อยละ ๘๐ ของเวลาการศึกษาทั้งหมดในภาคการศึกษานั้นและ/หรือมีผลการทดสอบระหว่างภาคการศึกษาหรืองานที่ได้รับมอบหมายเป็นที่พอใจของอาจารย์ประจำวิชา

ข้อ ๒๑ การประเมินผลการศึกษา

๒๑.๑ ระบบการประเมินผลการศึกษารายวิชาของบัณฑิตวิทยาลัย ใช้เพียง
๖ ระดับ มีผลการศึกษา ระดับและค่าระดับ ดังนี้

ผลการศึกษา ระดับ ค่าระดับ
ดีเยี่ยม (Excellent) A ๔.๐
ดีมาก (Very good) B+ ๓.๕
ดี (Good) B ๓.๐
ค่อนข้างดี (Very Fair) C+ ๒.๕
พอใช้ (Fair) C ๒.๐
ตก (Failed) F

๒๑.๒ ในรายวิชาใดที่หลักสูตรกำหนดให้เป็นรายวิชาที่ไม่นับหน่วยกิตให้แสดงผลการศึกษาในรายวิชานั้นด้วยสัญลักษณ์ ดังนี้

   สัญลักษณ์                        ผลการศึกษา

S (Satisfactory)                    เป็นที่พอใจ

U (Unsatisfactory)                ไม่เป็นที่พอใจ

๒๑.๓ ในรายวิชาใดยังไม่ได้ทำการวัดผล หรือไม่มีการวัดผล ให้รายงานการศึกษารายวิชานั้นด้วยสัญลักษณ์อย่างใดอย่างหนึ่ง ดังต่อไปนี้

 

สัญลักษณ์ สภาพการศึกษา
I (Incomplete) ไม่สมบูรณ์
SP (Satisfactory Progress) ก้าวหน้าเป็นที่น่าพอใจ
UP (Unsatisfactory Progress) ไม่ก้าวหน้าเป็นที่น่าพอใจ
W (Withdrawn) ถอนรายชื่อวิชาที่ศึกษา
Au (Audit) ศึกษาโดยไม่นับหน่วยกิต

๒๑.๔ การประเมินผลวิทยานิพนธ์

๒๑.๔.๑ ให้ใช้ IP (In Progress) สำหรับวิทยานิพนธ์ที่อยู่ระหว่างกาเรียบเรียง

๒๑.๔.๒ การประเมินผลวิทยานิพนธ์ที่เรียบเรียงเสร็จเรียบร้อยแล้วให้กำหนดเป็น ๔ ระดับ ดังนี้

ผลการศึกษา ระดับ
ดีเยี่ยม (Excellent) A
ดี (Good) B +
ผ่าน (Passed) B
ตก (Failed) F

๒๑.๕ การให้ F ให้กระทำในกรณีใดกรณีหนึ่งดังต่อไปนี้

๒๑.๕.๑ นิสิตขอถอนรายวิชา เมื่อพ้นกำหนดตามข้อ ๑๙.๑.๓

๒๑.๕.๒ นิสิตเข้าสอบและสอบตกตามข้อ ๒๐.๑

๒๑.๕.๓ นิสิตไม่มีสิทธิเข้าสอบตามข้อ ๒๐.๒

๒๑.๕.๔ นิสิตไม่แก้ค่า I ตามข้อ ๒๑.๖.๒ วรรคสุดท้าย

๒๑.๕.๔ นิสิตทำผิดระเบียบการสอบไล่และได้รับการตัดสินให้สอบตก

๒๑.๖ การให้ I จะกระทำได้ในกรณีใดกรณีหนึ่ง ดังต่อไปนี้

๒๑.๖.๑ นิสิตมีเวลาเรียนในรายวิชาไม่น้อยกว่าร้อยละ ๘๐ แต่มิได้สอบเพราะป่วยหรือเหตุสุดวิสัย และได้รับอนุมัติจากคณบดีบัณฑิตวิทยาลัย

๒๑.๖.๒ อาจารย์ประจำวิชาและคณบดีบัณฑิตวิทยาลัยเห็นสมควรให้รอผลการศึกษา เพราะนิสิตยังปฏิบัติงานซึ่งเป็นส่วนประกอบการศึกษารายวิชานั้นยังไม่สมบูรณ์การแก้ค่า I นิสิตจะต้องสอบและ/หรือปฏิบัติงานที่ได้รับมอบหมายจากอาจารย์ประจำวิชาให้ครบถ้วน เพื่อให้อาจารย์ประจำวิชาวัดผลและส่งผลการศึกษาของนิสิตผู้นั้นแก่บัณฑิตวิทยาลัยภายในภาคการศึกษาถัดไป

๒๑.๗ การให้ S จะกระทำได้ในกรณีใดกรณีหนึ่งดังต่อไปนี้

๒๑.๗.๑ รายวิชาซึ่งมีผลการศึกษาเป็นที่พอใจ และหลักสูตรกำหนดให้วัดผลการศึกษาโดยไม่มีค่าระดับ

๒๑.๗.๒ รายวิชาซึ่งนิสิตได้ลงทะเบียนศึกษาในระดับบัณฑิตวิทยาลัยและ

ได้รับอนุมัติให้โอนหน่วยกิตตามข้อ ๑๒

๒๑.๘ การให้ U จะกระทำได้เฉพาะในรายวิชาที่หลักสูตรกำหนดว่าให้วัดผลโดยไม่มีค่าระดับและมีผลการศึกษาไม่เป็นที่พอใจ

๒๑.๙ การให้ IP จะกระทำเพื่อแสดงฐานะของวิทยานิพนธ์ที่อยู่ในระหว่างการเรียบเรียงเมื่อสิ้นภาคการศึกษาปกติทุกภาค นับแต่ภาคที่นิสิตลงทะเบียนเพื่อทำวิทยานิพนธ์

๒๑.๑๐ การให้ W จะกระทำได้เฉพาะในกรณีที่ได้ระบุไว้ในข้อ ๑๓. ข้อ ๑๙.๑.๒ และข้อ ๑๙.๑.๓

๒๑.๑๑ การให้ Au ในรายวิชาใดจะกระทำได้ในกรณีที่นิสิตได้รับอนุมัติให้ลงทะเบียนเรียนเป็นพิเศษโดยไม่นับหน่วยกิต

๒๑.๑๒ การให้ SP จะให้เฉพาะกรณีที่เป็นรายวิชาต่อเนื่องกับรายวิชาในภาคการศึกษาถัดไป และผลการศึกษาเมื่อสิ้นภาคการศึกษาก้าวหน้าเป็นที่น่าพอใจแต่ยังมิได้วัดผลการวัดผลให้กระทำเมื่อนิสิตได้ศึกษารายวิชาต่อเนื่องในภาคการศึกษาถัดไปตามหลักสูตรแล้ว แต่ถ้านิสิตไม่ศึกษารายวิชาต่อเนื่องในภาคการศึกษาถัดไปด้วยเหตุใดก็ตาม ให้ทำการวัดผลรายวิชาที่ได้ SP เป็นระดับและใช้ผลนั้นแทน

๒๑.๑๓ การให้ UP จะให้เฉพาะกรณีที่เป็นรายวิชาต่อเนื่องกับรายวิชาในภาคการศึกษาถัดไปและผลการศึกษาไม่ก้าวหน้าเป็นที่น่าพอใจแต่ยังมิได้วัดผลการวัดผลให้กระทำเมื่อนิสิตได้ศึกษารายวิชาต่อเนื่องในภาคการศึกษาถัดไปตามหลักสูตรแล้ว แต่ถ้านิสิตไม่ศึกษารายวิชาต่อเนื่องในภาคการศึกษาถัดไปด้วยเหตุใดก็ตาม ให้ทำการวัดผลรายวิชาที่ได้ UP นั้น เป็นระดับและใช้ผลนั้นแทน

ข้อ ๒๒ การนับหน่วยกิตและการลงทะเบียนรายวิชาซ้ำ

๒๒.๑ การนับหน่วยกิตให้ครบหลักสูตร ให้นับหน่วยกิตเฉพาะรายวิชาที่นิสิตสอบได้ระดับ A, B, C หรือ S เท่านั้น เว้นแต่รายวิชาที่หลักสูตรกำหนดไว้เป็นวิชาบังคับหรือกลุ่มวิชา ซึ่งนิสิตต้องได้ไม่ต่ำกว่า B หรือ S

๒๒.๒ นิสิตที่ได้ต่ำกว่า B หรือได้ U ในรายวิชาบังคับหรือกลุ่มวิชา ต้องลงทะเบียนศึกษารายวิชานั้นอีกและสอบให้ได้ระดับไม่ต่ำกว่า B หรือ S แล้วแต่กรณี

๒๒.๓ ในกรณีที่นิสิตได้ต่ำกว่า B หรือได้ U ในวิชาเลือก นิสิตมีสิทธิลง ทะเบียนรายวิชาเดิม หรืออาจลงทะเบียนรายวิชาอื่นในกลุ่มเดียวกันได้

๒๒.๔ ในกรณีที่นิสิตลงทะเบียนรายวิชาซ้ำหรือแทนตามที่หลักสูตรกำหนดการนับหน่วยกิตตามข้อ ๒๒.๑ นับจำนวนหน่วยกิตได้เพียงครั้งเดียว

ข้อ ๒๓ ให้มีการประเมินผลการศึกษาเมื่อสิ้นภาคการศึกษาปกติทุกภาค โดยคำนวณหาค่าระดับเฉลี่ยประจำภาคของรายวิชาที่นิสิตได้ลงทะเบียนไว้ในภาคการศึกษานั้น และคำนวณหาค่าเฉลี่ยสะสมสำหรับรายวิชาทั้งหมดทุกภาคการศึกษา ตั้งแต่เริ่มเข้าศึกษาจนถึงภาคการศึกษาปัจจุบัน

ข้อ ๒๔ การคิดค่าระดับเฉลี่ยประจำภาค ให้คำนวณโดยคูณค่าระดับของแต่ละรายวิชาด้วยหน่วยกิตของรายวิชานั้น แล้วรวมผลคูณของแต่ละรายวิชาเข้าด้วยกันและหารผลรวมนั้นด้วยจำนวนหน่วยกิตทั้งหมดที่ลงทะเบียนไว้ในภาคการศึกษานั้น โดยคิดทศนิยมสองตำแหน่งไม่ปัดเศษ

ข้อ ๒๕ รายวิชาใดที่มีรายงานผลการศึกษาเป็นสัญลักษณ์ I, S, U, W และ Au ไม่ให้นำรายวิชานั้นมาคำนวณหาค่าระดับเฉลี่ยตามข้อ ๒๔

 

หมวดที่ ๕

การทำวิทยานิพนธ์

 

ข้อ ๒๖ ให้บัณฑิตวิทยาลัยวางระเบียบว่าด้วยการทำวิทยานิพนธ์และการสอบวิทยานิพนธ

ข้อ ๒๗ การเสนอโครงร่างวิทยานิพนธ์ และลงทะเบียนทำวิทยานิพนธ์ มีหลักปฏิบัติดังนี้

๒๗.๑ ระดับปริญญาพุทธศาสตรมหาบัณฑิต นิสิตที่ศึกษารายวิชามาแล้วไม่น้อยกว่า ๒ ภาคการศึกษาปกติและมีหน่วยกิตสะสมไม่น้อยกว่า ๑๖ หน่วยกิตจึงจะมีสิทธิเสนอโครงร่างวิทยานิพนธ์เพื่อขออนุมัติลงทะเบียนทำวิทยานิพนธ์

๒๗.๒ ระดับปริญญาพุทธศาสตรมหาบัณฑิต นิสิตที่ศึกษารายวิชามาแล้วไม่น้อยกว่า ๒ ภาคการศึกษาปกติ และมีหน่วยกิตสะสมไม่น้อยกว่า ๑๒ หน่วยกิต จึงจะมีสิทธิเสนอโครงร่างวิทยานิพนธ์เพื่อขออนุมัติลงทะเบียนทำวิทยานิพนธ์

๒๗.๓ นิสิตสามารถลงทะเบียนวิทยานิพนธ์ได้หลังจากได้รับอนุมัติหัวข้อและโครงร่างวิทยานิพนธ์แล้ว

ข้อ ๒๘ รูปแบบของวิทยานิพนธ์ให้เป็นไปตามที่บัณฑิตวิทยาลัยกำหนด

ข้อ ๒๙ วิทยานิพนธ์ซึ่งผ่านการประเมินผลแล้ว ให้นับเป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาเพื่อรับปริญญาพุทธศาสตรมหาบัณฑิต หรือปริญญาพุทธศาสตรมหาบัณฑิตการนำวิทยานิพนธ์ออกโฆษณาเผยแพร่ ต้องได้รับอนุมัติจากบัณฑิตวิทยาลัยก่อน ได้หน่วยกิตสะสมไม่น้อยกว่าที่กำหนดไว้ในหลักสูตร

 

หมวดที่ ๖

การสำเร็จการศึกษา

 

ข้อ ๓๐ คุณสมบัติของผู้สำเร็จการศึกษา

๓๐.๑ มีเวลาการศึกษาไม่น้อยกว่า หรือไม่เกินกว่าที่กำหนดไว้ในข้อ ๑๑.๑  และข้อ ๑๑.๒

๓๐.๒ ได้ศึกษารายวิชาต่าง ๆ ครบถ้วนและถูกต้องตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในหลักสูตร

๓๐.๓ ได้หน่วยกิตสะสมไม่น้อยกว่าที่กำหนดไว้ในหลักสูตร

๓๐.๔ ได้ค่าระดับเฉลี่ยสะสมไม่ต่ำกว่า ๓.๐๐ จากระบบ ๔ แต้ม

๓๐.๕ ได้ระดับไม่ต่ำกว่า B ในรายวิชาบังคับและรายกลุ่มวิชาทุกวิชาและได้ระดับ S ในกรณีที่หลักสูตรกำหนดให้วัดผลเป็น S หรือ U

๓๐.๖ สอบผ่านการประเมินผลวิทยานิพนธ์และส่งวิทยานิพนธ์ฉบับสมบูรณ์ตามที่มหาวิทยาลัยกำหนด

ข้อ ๓๑ คุณสมบัติของผู้มีสิทธิรับปริญญา

๓๑.๑ มีคุณสมบัติตามข้อ ๓๐

๓๑.๒ ไม่ติดค้างค่าธรรมเนียมใด ๆ

๓๑.๓ ไม่อยู่ระหว่างการถูกลงโทษใด ๆ

 

หมวดที่ ๗

ความประพฤติและวินัยนิสิต

 

ข้อ ๓๒ ในกรณีที่นิสิตกระทำผิดเกี่ยวกับการสอบ ต้องได้รับโทษสถานใดสถานหนึ่งตามสมควรแก่ความผิด ดังนี้

๓๒.๑ ภาคทัณฑ์

๓๒.๒ ให้สอบตกรายวิชาใดวิชาหนึ่ง หรือหลายรายวิชา

๓๒.๓ ให้สอบตกหมดทุกรายวิชาในภาคการศึกษานั้น

๓๒.๔ ให้พักการศึกษาตั้งแต่ ๑ ภาคการศึกษา ถึง ๓ ภาคการศึกษาแล้วแต่กรณี

๓๒.๕ ให้พ้นสภาพการเป็นนิสิต

ข้อ ๓๓ นิสิตต้องมีความประพฤติเรียบร้อยดีงาม ในกรณีที่นิสิตกระทำผิดข้อบังคับระเบียบ คำสั่ง หรือประกาศของบัณฑิตวิทยาลัยหรือมหาวิทยาลัย และได้รับโทษนอกจากที่ระบุไว้แล้วในข้อ ๓๒ นิสิตต้องได้รับโทษสถานใดสถานหนึ่งตามสมควรแก่ความผิดดังนี้

๓๓.๑ ชดใช้ค่าเสียหาย

๓๓.๒ ระงับการให้ปริญญามีกำหนดไม่เกิน ๓ ปีการศึกษา

๓๓.๓ ระงับการออกใบแสดงผลการศึกษามีกำหนดไม่เกิน ๓ ปีการศึกษา

ข้อ ๓๔ ให้คณะกรรมการประจำบัณฑิตวิทยาลัยเป็นผู้พิจารณาลงโทษนิสิตที่มีความประพฤติเสียหายหรือกระทำผิดต่าง ๆ ตามเกณฑ์ที่ระบุไว้ในข้อ ๓๒ และข้อ ๓๓ตามสมควรแก่กรณีเฉพาะกรณีที่นิสิตกระทำผิดระเบียบการสอบทุกประเภทของบัณฑิตวิทยาลัยให้คณะกรรมการประจำบัณฑิตวิทยาลัยร่วมกับกรรมการควบคุมการสอบเป็นผู้พิจารณาลงโทษตามสมควรแก่กรณี ตามเกณฑ์ที่ระบุไว้ในข้อ ๓๒

 

บทเฉพาะกาล

 

ข้อ ๓๕ ให้ใช้ข้อบังคับนี้กับนิสิตระดับบัณฑิตศึกษา ดังต่อไปนี้

๓๕.๑ นิสิตที่เข้าศึกษาตามหลักสูตรปริญญามหาบัณฑิต ก่อนปีการศึกษา๒๕๔๒ ยังคงปฏิบัติตามข้อบังคับมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ว่าด้วยการศึกษาระดับปริญญาโท พุทธศักราช ๒๕๓๐

๓๕.๒ นิสิตที่เข้าศึกษาตามหลักสูตรระดับบัณฑิตศึกษา ตั้งแต่ปีการศึกษา ๒๕๔๒ เป็นต้นไป ให้ปฏิบัติตามข้อบังคับนี้

ประกาศ ณ วันที่ ๒๔ กันยายน พ.ศ. ๒๕๔๑

 

 

(พระสุเมธาธิบดี)

นายกสภามหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ข้อบังคับมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

ว่าด้วยการศึกษาระดับบัณฑิตศึกษา  พุทธศักราช ๒๕๔๑ (ฉบับที่ ๓)

แก้ไขเพิ่มเติม พุทธศักราช ๒๕๔๙

เพื่อให้การบริหารจัดการเกี่ยวกับการศึกษาระดับบัณฑิตศึกษาของมหาวิทยาลัยดำเนินไปด้วยความเรียบร้อย  มีประสิทธิภาพ  และบรรลุวัตถุประสงค์ตามนโยบายของมหาวิทยาลัย

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๑๙ (๒)  แห่งพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย พ.ศ. ๒๕๔๐  และมติสภามหาวิทยาลัย  ในคราวประชุมครั้งที่ ๕/๒๕๔๙ เมื่อวันศุกร์ที่ ๑  กันยายน  พ.ศ.๒๕๔๙  จึงให้แก้ไขเพิ่มเติมข้อบังคับมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย  ว่าด้วยการศึกษาระดับบัณฑิตศึกษา  พ.ศ. ๒๕๔๑  ดังต่อไปนี้

ข้อ ๑  คุณสมบัติของผู้เข้าศึกษาระดับประกาศนียบัตรบัณฑิตและมหาบัณฑิต

ข้อ ๒  ให้ยกเลิกข้อความในข้อ ๖ และข้อ ๗ แห่งข้อบังคับมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ว่าด้วยการศึกษาระดับบัณฑิตศึกษา พุทธศักราช ๒๕๔๑ และให้ใช้ข้อความต่อไปนี้แทน

“๖.๑  ผู้สมัครเข้าศึกษาระดับประกาศนียบัตรบัณฑิต

๖.๑.๑  ต้องเป็นผู้สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีหรือเทียบเท่าจากมหาวิทยาลัยหรือสถาบันการศึกษาที่สภามหาวิทยาลัยรับรอง และ

๖.๑.๒  ไม่เคยถูกลงโทษให้พ้นสภาพการเป็นนิสิตบัณฑิตวิทยาลัย

๖.๒  ผู้สมัครเข้าศึกษาระดับมหาบัณฑิต

๖.๒.๑ ต้องเป็นผู้สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีหรือเทียบเท่าจากมหาวิทยาลัยหรือสถาบันการศึกษาที่สภามหาวิทยาลัยรับรอง

๖.๒.๒ ต้องได้รับค่าระดับเฉลี่ยสะสมในระดับปริญญาตรีไม่ต่ำกว่า ๒.๕๐ จากระบบ ๔ แต้ม  ยกเว้นผู้มีประสบการณ์การทำงานติดต่อกันเป็นเวลาไม่น้อยกว่า ๒ ปี  นับแต่สำเร็จการศึกษาและผู้จบเปรียญธรรมเก้าประโยค และ

๖.๒.๓  ไม่เคยถูกลงโทษให้พ้นสภาพการเป็นนิสิตบัณฑิตวิทยาลัย

ข้อ ๗  ผู้สมัครเข้าศึกษาระดับดุษฎีบัณฑิต

๗.๑  ระดับดุษฎีบัณฑิต แบบ ๑.๑ และแบบ ๒.๑

๗.๑.๑  ต้องเป็นผู้สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโทหรือเทียบเท่าจากมหาวิทยาลัยหรือสถาบันการศึกษาที่สภามหาวิทยาลัยรับรอง

๗.๑.๒  ต้องได้ค่าระดับเฉลี่ยสะสมในระดับปริญญาโทไม่ต่ำกว่า ๓.๕๐ ระบบ ๔ แต้ม ยกเว้นผู้มีประสบการณ์การทำงานติดต่อกันเป็นเวลาไม่น้อยกว่า ๒ ปี นับแต่วันสำเร็จการศึกษาหรือมีผลงานทางวิชาการที่คณะกรรมการประจำบัณฑิตวิทยาลัยเห็นชอบ และ

๗.๑.๓  ไม่เคยถูกลงโทษให้พ้นสภาพการเป็นนิสิตบัณฑิตวิทยาลัย

๗.๒ ระดับดุษฎีบัณฑิต  แบบ ๑.๒ และแบบ ๒.๒

๗.๒.๑  ต้องเป็นผู้สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีหรือเทียบเท่าจากมหาวิทยาลัยหรือสถาบันการศึกษาที่สภามหาวิทยาลัยรับรองหรือเปรียญธรรมเก้าประโยค  ซึ่งบัณฑิตวิทยาลัยอนุมัติให้เข้าศึกษาเป็นกรณีพิเศษ

๗.๒.๒  ต้องได้ค่าระดับเฉลี่ยสะสมในระดับปริญญาตรีไม่ต่ำกว่า ๓.๒๕ จากระบบ ๔ แต้ม  ยกเว้นผู้มีประสบการณ์การทำงานติดต่อกันเป็นเวลาไม่น้อยกว่า ๒ ปี นับแต่สำเร็จการศึกษาและผู้จบเปรียญธรรมเก้าประโยค

๗.๒.๓ ไม่เคยถูกลงโทษให้พ้นสภาพการเป็นนิสิตบัณฑิตวิทยาลัย

ข้อ ๓  ให้ยกเลิกข้อความในข้อ ๙ แห่งข้อบังคับมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ว่าด้วยการศึกษาระดับบัณฑิตศึกษา พ.ศ.๒๕๔๑ และให้ใช้ข้อความต่อไปนี้แทน

“ข้อ ๙ การศึกษาในบัณฑิตวิทยาลัยใช้ระบบทวิภาคหรือไตรภาค  ตามที่กำหนดไว้ในหลักสูตรแต่ละสาขาวิชา

ระบบทวิภาค ๑ ปี การศึกษาแบ่งออกเป็น ๒ ภาคการศึกษาปกติ ๑ ภาคการศึกษาปกติ มีระยะเวลาศึกษาไม่น้อยกว่า ๑๕ สัปดาห์  และอาจจัดการศึกษาภาคฤดูร้อนได้อีก ๑ ภาค  มีระยะเวลาศึกษาไม่น้อยกว่า ๖ สัปดาห์  และจะกำหนดระเบียบว่าด้วยการศึกษาภาคฤดูร้อน  ที่ไม่ขัดกับข้อบังคับนี้โดยความเห็นชอบของคณะกรรมการประจำบัณฑิตวิทยาลัยก็ได้

ระบบไตรภาค ๑ ปี  การศึกษาแบ่งออกเป็น ๓ ภาคการศึกษาปกติ ๑ ภาคการศึกษาปกติ  มีระยะเวลาไม่น้อยกว่า ๑๒ สัปดาห์

ข้อ ๔  ให้ยกเลิกข้อความในข้อ ๑๐ แห่งข้อบังคับมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย  ว่าด้วยการศึกษาระดับบัณฑิตศึกษา พ.ศ.๒๕๔๑ แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ.๒๕๔๘  และให้ใช้ข้อความต่อไปนี้แทน

“ข้อ ๑๐ หลักสูตร

๑๐.๑  หลักสูตรประกาศนียบัตรบัณฑิต

๑๐.๒  หลักสูตรระดับมหาบัณฑิต แผน ก แบบ ก (๑) และ แผน ก (๒)

๑๐.๓  หลักสูตรระดับมหาบัณฑิต  แผน ข

๑๐.๔  หลักสูตรระดับดุษฎีบัณฑิต  แบบ ๑  และแบบ ๒

โครงสร้างของแต่ละหลักสูตร  การศึกษารายวิชาและการทำวิทยานิพนธ์ตามจำนวนหน่วยกิต  ให้เป็นไปตามประกาศของมหาวิทยาลัย

ข้อ ๕  ระยะเวลาการศึกษาตามหลักสูตร

“ข้อ ๑๑ ระยะเวลาการศึกษาตามหลักสูตร

๑๑.๑  หลักสูตรประกาศนียบัตร  ให้มีระยะเวลาศึกษาไม่น้อยกว่า ๒ ภาคการศึกษาปกติ และไม่เกิน ๔ ภาคการศึกษาปกติ  ในระบบทวิภาคหรือให้มีระยะเวลาไม่น้อยกว่า ๓ ภาคการศึกษาปกติ  และไม่เกิน ๖ ภาคการศึกษาปกติในระบบไตรภาค

๑๑.๒  หลักสูตรระดับมหาบัณฑิต ให้มีระยะเวลาศึกษาไม่น้อยกว่า ๔ ภาคการศึกษาปกติ และไม่เกิน ๑๐ ภาคการศึกษาปกติ ในระบบทวิภาคหรือให้มีระยะเวลาไม่น้อยกว่า ๔ ภาคการศึกษาปกติ และไม่เกิน ๑๕ ภาคการศึกษาปกติในระบบไตรภาค

๑๑.๓  หลักสูตรระดับดุษฎีบัณฑิต แบบ ๑.๑ และ ๒.๑ ให้มีระยะเวลาศึกษามีน้อยกว่า ๖ ภาคการศึกษาปกติ และไม่เกิน ๑๐ ภาคการศึกษาปกติ ในระบบทวิภาคหรือให้มีระยะเวลาไม่น้อยกว่า ๖ ภาคการศึกษาปกติ และไม่เกิน ๑๕ ภาคการศึกษาปกติในระบบไตรภาค

๑๑.๔  หลักสูตรระดับดุษฎีบัณฑิต แบบ ๑.๒ และ ๒.๒ ให้มีระยะเวลาศึกษาไม่น้อยกว่า ๘ ภาคการศึกษาปกติ และไม่เกิน ๑๔ ภาคการศึกษาปกติ ในระบบทวิภาคหรือให้มีระยะเวลาไม่น้อยกว่า ๘ ภาคการศึกษาปกติ และไม่เกิน ๒๑ ภาคการศึกษาปกติในระบบไตรภาค

ในกรณีที่นิสิตไม่สามารถสำเร็จการศึกษาในระยะเวลาตามที่กำหนดคณะกรรมการประจำบัณฑิตวิทยาลัย  อาจอนุมัติให้ต่ออายุสภาพนิสิตได้อีก  แต่ทั้งนี้ต้องไม่เกิน ๒ ภาคการศึกษาปกติ

๑๑.๕  การนับเวลาในข้อ ๑๑  ให้นับรวมเวลาที่นิสิตได้รับอนุมัติให้ลาพักการศึกษาด้วยยกเว้นนิสิตที่ได้รับอนุมัติให้ลาพักการศึกษาตามข้อ ๑๓.๑.๑

ข้อ ๖  ให้ยกเลิกข้อความในข้อ ๒๑.๑ แห่งข้อบังคับมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย  ว่าด้วยการศึกษาระดับบัณฑิตศึกษา พ.ศ.๒๕๔๑ และให้ใช้ข้อความต่อไปนี้แทน

ข้อ  ๒๑.๑ ระบบการประเมินผลการศึกษารายวิชา  แบ่งเป็น ๗ ระดับและค่าระดับ ดังนี้

ระดับ A A- B+ B C+ C F
ค่าระดับ ๔.๐๐ ๓.๖๗ ๓.๓๓ ๓.๐๐ ๒.๕๐ ๒.๐๐

 

ข้อ ๗  ให้ยกเลิกข้อความในข้อ ๒๗ แห่งข้อบังคับมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ว่าด้วยการศึกษาระดับบัณฑิตศึกษา  พุทธศักราช ๒๕๔๑ และให้ข้อความต่อไปนี้แทน

“ข้อ ๒๗ การเสนอโครงร่างวิทยานิพนธ์และลงทะเบียนทำวิทยานิพนธ์  มีหลักปฏิบัติดังนี้

๒๗.๑  นิสิตหลักสูตรระดับมหาบัณฑิต  ที่ศึกษารายวิชามาแล้วไม่น้อยกว่า ๑ ภาค

๒๗.๒ นิสิตหลักสูตรระดับดุษฎีบัณฑิต  แบบ ๑ มีสิทธิ์เสนอโครงร่างวิทยานิพนธ์  เพื่อขออนุมัติลงทะเบียนทำวิทยานิพนธ์  หลังจากขึ้นทะเบียนเป็นนิสิตแล้ว

๒๗.๓  นิสิตหลักสูตรระดับดุษฎีบัณฑิต  แบบ ๒ ที่ศึกษารายวิชามาแล้วไม่น้อยกว่า ๑ ภาคการศึกษาปกติ  และมีหน่วยกิตสะสมไม่น้อยกว่า ๖ หน่วยกิต  มีสิทธิ์เสนอโครงร่างวิทยานิพนธ์  เพื่อขออนุมัติลงทะเบียนทำวิทยานิพนธ์

๒๗.๔  นิสิตสามารถลงทะเบียนวิทยานิพนธ์ได้  หลังจากได้รับอนุมัติหัวข้อและโครงร่างวิทยานิพนธ์แล้ว

 

ประกาศ  ณ  วันที่  ๑๘  กันยายน  พุทธศักราช  ๒๕๔๙

 

 

 

(พระธรรมสุธี)

นายกสภามหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

 

 

 

 

 

ข้อบังคับมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

ว่าด้วยการศึกษาระดับบัณฑิตศึกษา (ฉบับที่ ๕)

พุทธศักราช ๒๕๕๓

โดยที่เป็นการสมควรปรับปรุงบางส่วนของข้อบังคับมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ว่าด้วยการศึกษาระดับบัณฑิตศึกษา พุทธศักราช ๒๕๔๑ (ฉบับที่ ๔) แก้ไขเพิ่มเติม พุทธศักราช  ๒๕๕๓  ให้มีความเหมาะสมมากยิ่งขึ้น

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๑๙ (๒) แห่งพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณ  ราชวิทยาลัย พ.ศ. ๒๕๔๐ และมติสภามหาวิทยาลัย  ในคราวประชุมครั้งที่ ๔/๒๕๕๓ เมื่อวันพฤหัสบดี  ที่ ๑๗  มิถุนายน จึงออกข้อบังคับไว้ ดังต่อไปนี้

ข้อ ๑ ข้อบังคับนี้เรียกว่า “ ข้อบังคับมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยว่าด้วยการศึกษาระดับบัณฑิตศึกษา  (ฉบับที่ ๕  แก้ไขเพิ่มเติม พุทธศักราช  ๒๕๕๓”

ข้อ ๒ ให้ใช้ข้อบังคับนี้กับนิสิตเข้าศึกษา ตั้งแต่ปีการศึกษา ๒๕๕๓ เป็นต้นไป

ข้อ ๓  ให้ยกเลิกข้อความในข้อ ๒ แห่งข้อบังคับมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ว่าด้วยการศึกษาระดับบัณฑิตศึกษา พุทธศักราช  ๒๕๔๑ (ฉบับที่ ๔) แก้ไขเพิ่มเติม พุทธศักราช ๒๕๕๓ และให้ใช้ข้อความต่อไปนี้แทน

“ข้อ  ๒ ให้ใช้ข้อบังคับนี้กับนิสิตที่รับเข้าศึกษา ตั้งแต่ปีการศึกษา ๒๕๔๙ เป็นต้นไป”

 

ประกาศ  ณ  วันที่    ๑๕    กรกฎาคม     พุทธศักราช    ๒๕๕๓

 

 

(พระธรรมสุธี)

นายกสภามหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ข้อบังคับมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

ว่าด้วยคณะกรรมการประจำบัณฑิตวิทยาลัยและคณะกรรมการประจำคณะ

พ.ศ. ๒๕๔๑

 

 

เพื่ออนุวัตให้เป็นไปตามความในมาตรา ๓๕  แห่งพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย  พ.ศ. ๒๕๔๐  จึงเห็นสมควรออกข้อบังคับมหาวิทยาลัยว่าด้วยคณะกรรมการประจำบัณฑิตวิทยาลัยและคณะกรรมการประจำคณะ

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๑๙ (๒)  แห่งพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย พ.ศ. ๒๕๔๐  สภามหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยในคราวประชุมครั้งที่ ๘/๒๕๔๑  เมื่อวันที่ ๒๗  สิงหาคม  พ.ศ.๒๕๔๑  จึงมีมติให้ออกบังคับไว้ดังต่อไปนี้

ข้อ ๑ ข้อบังคับนี้เรียกว่า  “ข้อบังคับมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ว่าด้วยคณะกรรมการประจำบัณฑิตวิทยาลัยและคณะกรรมการประจำคณะ พ.ศ.๒๕๔๑”

ข้อ ๒  ให้ใช้ข้อบังคับนี้ตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศเป็นต้นไป

ข้อ ๓  บรรดากฎ  ระเบียบ  ข้อบังคับ  ข้อกำหนด  คำสั่ง  หรือประกาศอื่นใดซึ่งขัดหรือแย้งกับข้อบังคับนี้  ให้ใช้ข้อบังคับนี้แทน

ข้อ ๔  ให้มีคณะกรรมการประจำบัณฑิตวิทยาลัย ประกอบด้วย

  • ประธานกรรมการ ได้แก่ คณบดี
  • รองประธานกรรมการ ได้แก่ รองคณบดีซึ่งเป็นพระภิกษุ
  • กรรมการผู้เป็นคณาจารย์ประจำบัณฑิตวิทยาลัยจำนวนสี่รูปหรือคนที่

อธิการบดีแต่งตั้งโดยคำแนะนำของคณบดี

  • กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิจำนวนไม่เกินห้ารูปหรือคนที่อธิการบดีแต่งตั้งโดย

คำแนะนำของคณบดี

  • กรรมการและเลขานุการ ได้แก่  เลขานุการบัณฑิตวิทยาลัย

ข้อ ๕  ให้มีคณะกรรมการประจำคณะ  ประกอบด้วย

  • ประธานกรรมการ ได้แก่ คณบดี
  • รองประธานกรรมการ ได้แก่ รองคณบดีซึ่งเป็นพระภิกษุ
  • กรรมการโดยตำแหน่ง ได้แก่ หัวหน้าภาควิชา
  • กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิจำนวนไม่เกินห้ารูปหรือคนที่อธิการบดีแต่งตั้งโยคำแนะนำของคณบดี
  • กรรมการและเลขานุการ ได้แก่ เลขานุการประจำคณะ

ข้อ ๖  คณะกรรมการประจำบัณฑิตวิทยาลัยและคณะกรรมการประจำคณะมีวาระ

การดำรงตำแหน่งเท่ากับวาระการดำรงตำแหน่งของคณะบดี

ในกรณีที่กรรมการตามข้อ ๔ และข้อ ๕  พ้นจากตำแหน่งก่อนวาระและได้มีการ

แต่งตั้งผู้ดำรงตำแหน่งแทนแล้ว ให้ผู้ที่ได้รับแต่งตั้งอยู่ในตำแหน่งเพียงเท่าวาระที่เหลือของผู้ซึ่งตนแทน

ในกรณีที่กรรมการพ้นจากตำแหน่งตามวาระแต่ยังมิได้แต่งตั้งกรรมการขึ้นใหม่ให้

กรรมการซึ่งพ้นจากตำแหน่งปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่าจะได้แต่งตั้งกรรมการขึ้นใหม่ ทั้งนี้ต้องไม่เกินหกสิบวัน

ข้อ ๗  คณะกรรมการประจำบัณฑิตวิทยาลัยและคณะกรรมการประจำคณะมีอำนาจและ

หน้าที่ ดังนี้

  • วางนโยบายและแผนงานให้สอดคล้องกับนโยบายของมหาวิทยาลัย
  • พิจารณาหลักสูตรเพื่อนำเสนอต่อสภาวิชาการ
  • พิจารณาวางระเบียบ ข้อบังคับ ที่เกี่ยวกับการบริหารและการดำเนินงาน                          เพื่อเสนอต่อสภาวิชาการ
  • ให้คำปรึกษาและเสนอความเห็นแก่คณบดี
  • ปฏิบัติหน้าที่อื่น ๆ ตามที่สภาวิชาการหรืออธิการบดีมอบหมาย

ข้อ ๘  ให้มีการประชุมคณะกรรมการประจำบัณฑิตวิทยาลัยและคณะกรรมการประจำคณะ

อย่างน้อยปีละสี่ครั้ง  วิธีการประชุมให้นำข้อบังคับมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย  ว่าด้วยการประชุมสภามหาวิทยาลัยมาใช้บังคับโดยอนุโลม

ข้อ ๙  ให้อธิการดีรักษาการให้เป็นไปตามข้อบังคับนี้

 

 

ประกาศ ณ วันที่ ๒๗  สิงหาคม  พ.ศ. ๒๕๔๑

 

 

 

 

(พระสุเมธาธิบดี)

นายกสภามหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

      ระเบียบบัณฑิตวิทยาลัย

       มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

     ว่าด้วยการศึกษาภาคฤดูร้อน พ.ศ. ๒๕๔๒

เพื่อให้การจัดการศึกษาในภาคการศึกษาฤดูร้อนในระดับบัณฑิตศึกษาเป็นไปด้วยความเรียบร้อย มีประสิทธิภาพ บรรลุตามวัตถุประสงค์และนโยบาลของมหาวิทยาลัย เพละเพื่ออนุมัติให้เป็นไปตามความในข้อ ๙ แห่งข้อบังคับมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ว่าด้วยการศึกษาระดับบัณฑิตศึกษา พ.ศ. ๒๕๔๑ โดยอาศัยมติที่ประชุมคณะกรรมการประจำบัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลยัมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ในคราวประชุมครั้งที่ ๔/๒๕๔๒ เมื่อวันที่ ๓๐ ตุลาคม พ.ศ.๒๕๔๒ บัณฑิตวิทยาลัย จึงวางระเบียบไว้ดังต่อไปนนี้

ข้อ ๑ ระเบียบนี้เรียกว่า ฎระเบียบบัณฑิตวิทยาลัย ว่าด้วยการศึกษาภาคฤดูร้อน พ.ศ. ๒๕๔๒”

ข้อ ๒ ให้ใช้ระเบียบนี้ตั้งแต่วัถัดจากวันประกาศเป็นต้นไป

ข้อ ๓ ภาคการศึกษาฤดูร้อน ต้องมีเวลาการศึกษาไม่น้อยกว่า ๖ สัปดาห์ และมีจำนวนชั่วโมงการศึกษาในแต่ละรายวิชาเท่ากับการศึกษาภาคปกติ

ข้อ ๔ จำนวนหน่วยกิตที่กำหนดให้นิสิตลงทะเบียนในภาคการศึกษาฤดูร้อนไม่น้อยกว่า ๓ หน่วยกิตและไม่เกิน ๖ หน่วยกิต โดยความเห็นชอบของอาจารย์ที่ปรึกษาทั่วไป

นิสิคที่ประสงค์จะลงทะเบียนน้อยกว่าหรือมากกกว่าที่กำหนดไว้ในข้อ ๔ ให้ยื่นคำร้องต่อคณบดีบัณฑิตวิทยาลัย เพื่อขออนุมัติเป็นกรณีพิเศษ

ข้อ ๕ อัตราค่าธรรมเนียมการศึกษาในภาคการศึกษาฤดูร้อนให้เป็นไปตามที่มหาวิทยาลัยกำหนด

ข้อ ๖ ให้ใช้ระเบียบนี้สำหรับนิสิตที่เข้าศึกษาตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๔๒

ข้อ ๗ ให้คณบดีบัณฑิตวิทยาลัยรักษาการให้เป็นไปตามระเบียบนี้

ประกาศ ณ วันที่ ๑ ธันวาคม พ.ศ.๒๕๔๒
 

 

 

(พระมหาสมจินต์  สมฺมาปญฺโ)

คณบดีบัณฑิตวิทยาลัย

ประธานคณะกรรมการประจำบัณฑิตวิทยาลัย

 

 

 

 

         

ระเบียบบัณฑิตวิทยาลัย

มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

ว่าด้วยการฝึกภาคปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน  พ.ศ. ๒๕๔๗

เพื่อให้การศึกษาวิชากรรมฐานของนิสิตบัณฑิตวิทยาลัย  มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย  เป็นไปด้วยความเรียบร้อย  บรรลุวัตถุประสงค์ตามนโยบายของมหาวิทยาลัย

โดยอาศัยมติที่ประชุมคณะกรรมการประจำบัณฑิตวิทยาลัย  ในคราวประชุมครั้งที่ ๒/๒๕๔๗  เมื่อวันที่ ๑๖ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๔๗ บัณฑิตวิทยาลัย  จึงวางระเบียบไว้ดังต่อไปนี้

ข้อ ๑  ระเบียบนี้เรียกว่า  “ระเบียบบัณฑิตวิทยาลัยมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ว่าด้วยการฝึกภาคปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน พ.ศ. ๒๕๔๗

ข้อ ๒  ให้ใช้ระเบียบนี้ตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศเป็นต้นไป

ข้อ ๓  ให้คณะกรรมการประจำบัณฑิตวิทยาลัย  มีอำนาจหน้าที่เกี่ยวกับการฝึกปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน  ดังนี้

(๑)  วางนโยบาย  กำหนดหลักเกณฑ์  วิธีปฏิบัติเกี่ยวกับวิธีการฝึกภาคปฏิบัติ

วิปัสสนากรรมฐาน  การวัดผลและติดตามผลลัพธ์ของการฝึกภาคปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน

(๒)  กำหนดวัน  เวลาและสถานที่  สำหรับการฝึกภาคปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน

(๓)  รายงานผลการฝึกภาคปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานต่อมหาวิทยาลัย

ข้อ ๔  ให้นิสิตบัณฑิตวิทยาลัยฝึกภาคปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน  ในวัน  เวลาและสถานที่ตามที่คณะกรรมการประจำบัณฑิตวิทยาลัยกำหนด  ดังนี้

(๑)  นิสิตระดับประกาศนียบัตรบัณฑิต  ต้องฝึกภาคปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน

ไม่น้อยกว่า ๑๕ วัน

(๒)  นิสิตระดับมหาบัณฑิตต้องฝึกภาคปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานไม่น้อยกว่า ๓๐ วัน

(๓)  นิสิตระดับดุษฎีบัณฑิต  ต้องฝึกภาคปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานไม่น้อยกว่า

๔๕ วัน  โดยให้ใช้กับนิสิตที่เข้าศึกษาตั้งแต่ปีการศึกษา ๒๕๔๓ เป็นต้นไป

ข้อ ๕ ให้คณบดีบัณฑิตวิทยาลัยรักษาการให้เป็นไปตามระเบียบนี้

 

ประกาศ  ณ  วันที่  ๒๕  สิงหาคม  พุทธศักราช  ๒๕๔๗

 

 

 

(พระมหาสมจินต์  สมฺมาปญฺโ)

คณบดีบัณฑิตวิทยาลัย

ประธานคณะกรรมการประจำบัณฑิตวิทยาลัย

 

 

 

 

ประกาศมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

เรื่อง  เกณฑ์มาตรฐานหลักสูตรระดับบัณฑิตศึกษา พ.ศ. ๒๕๔๘

 

โดยที่เห็นเป็นการสมควรปรับปรุงเกณฑ์มาตรฐานหลักสูตรพุทธศาสตรมหาบัณฑิตและพุทธศาสตรดุษฎีบัณฑิต  ให้เป็นไปตามเกณฑ์มาตรฐานหลักสูตรระดับบัณฑิตศึกษา พ.ศ.๒๕๔๘ ของกระทรวงศึกษาธิการ  เพื่อประโยชน์ในการกำหนดมาตรฐานการศึกษาระดับบัณฑิตศึกษา  ให้ดำเนินไปด้วยความเรียบร้อย  มีประสิทธิภาพ  และบรรลุวัตถุประสงค์ตามนโยบายของมหาวิทยาลัย

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๑๙ (๒) แห่งพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย พ.ศ. ๒๕๔๐  และมติสภามหาวิทยาลัย  ในคราวประชุมครั้งที่ ๖/๒๕๔๘ เมื่อวันที่ ๓๑ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๔๘ จึงออกประกาศมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เรื่อง เกณฑ์มาตรฐานหลักสูตรระดับบัณฑิตศึกษา พ.ศ. ๒๕๔๘ ไว้ดังต่อไปนี้

๑. ระดับประกาศนียบัตรบัณฑิต มีจำนวนหน่วยกิตรวมตลอดหลักสูตรไม่น้อยกว่า ๒๔ หน่วยกิต

๒. ระดับปริญญาโท  มีจำนวนหน่วยกิตรวมตลอดหลักสูตรไม่น้อยกว่า ๓๘ หน่วยกิต

โดยแบ่งการศึกษา เป็น ๒ แผน ดังนี้

๑) แผน ก  เป็นการศึกษาที่เน้นการวิจัย  โดยมีการทำวิทยานิพนธ์  ดังนี้

แบบ ก (๑) ทำเฉพาะวิทยานิพนธ์ซึ่งมีค่าเทียบได้ ๓๘ หน่วยกิต และบัณฑิตวิทยาลัยอาจจัดให้ศึกษารายวิชาเพิ่มเติม  โดยไม่ต้องนับหน่วยกิต  เพื่อคุณภาพการศึกษาของผู้ศึกษา

แบบ ก (๒) ศึกษารายวิชาไม่น้อยกว่า ๒๖ หน่วยกิต และทำวิทยานิพนธ์ซึ่งมีค่าเทียบได้ ๑๒ หน่วยกิต  จำแนกประเภทดังนี้

วิชาบังคับ         ไม่น้อยกว่า    ๘         หน่วยกิต

วิชาเอก          ไม่น้อยกว่า    ๑๒       หน่วยกิต

วิชาเลือก         ไม่น้อยกว่า    ๖         หน่วยกิต

วิทยานิพนธ์                       ๑๒      หน่วยกิต

รวมทั้งสิ้น         ไม่น้อยกว่า    ๓๘       หน่วยกิต

๒) แผน ข  ศึกษารายวิชาไม่น้อยกว่า ๓๒ หน่วยกิต และทำการศึกษาอิสระซึ่งมีค่าเทียบได้ ๖ หน่วยกิต จำแนกประเภท ดังนี้

วิชาบังคับ         ไม่น้อยกว่า   ๘        หน่วยกิต

วิชาเอก          ไม่น้อยกว่า    ๑๒      หน่วยกิต

วิชาเลือก          ไม่น้อยกว่า    ๑๒      หน่วยกิต

การศึกษาอิสระ                  ๖        หน่วยกิต

รวมทั้งสิ้น        ไม่น้อยกว่า    ๓๘      หน่วยกิต

 

๓. ระดับปริญญาเอก  แบ่งการศึกษาเป็น ๒ แบบ  ดังนี้

๑)  แบบ ๑  ผู้เข้าศึกษาต้องทำวิทยานิพนธ์ ซึ่งมีค่าเทียบได้ ๕๔ หน่วยกิต  แบ่งการศึกษาเป็น ๒ แบบ โดยบัณฑิตวิทยาลัยอาจจัดให้ศึกษารายวิชาเพิ่มเติม  โดยไม่ต้องนับหน่วยกิต  เพื่อคุณภาพการศึกษาของผู้ศึกษา

แบบ ๑.๑ ผู้เข้าศึกษาที่สำเร็จปริญญาโทต้องทำวิทยานิพนธ์  ซึ่งมีค่าเทียบได้ ๕๔หน่วยกิต

แบบ ๑.๒ ผู้เข้าศึกษาที่สำเร็จปริญญาตรีหรือเปรียญธรรม  ๙  ประโยค ซึ่งบัณฑิตวิทยาลัยอนุมัติให้เข้าศึกษาเป็นกรณีพิเศษ ต้องทำวิทยานิพนธ์  ซึ่งมีค่าเทียบได้ ๗๘ หน่วยกิต

๒) แบบ ๒ แบ่งการศึกษาเป็น ๒ แบบ ดังนี้

แบบ ๒.๑ ผู้เข้าศึกษาที่สำเร็จปริญญาโท ต้องศึกษารายวิชาไม่น้อยกว่า ๑๙ หน่วยกิต และทำวิทยานิพนธ์ ซึ่งมีค่าเทียบได้ ๓๖ หน่วยกิต จำแนกประเภทดังนี้

วิชาบังคับ           ไม่น้อยกว่า            ๖             หน่วยกิต

วิชาเอก              ไม่น้อยกว่า           ๖             หน่วยกิต

วิชาเลือก            ไม่น้อยกว่า           ๖             หน่วยกิต

วิทยานิพนธ์                                 ๓๖           หน่วยกิต

รวมทั้งสิ้น           ไม่น้อยกว่า           ๕๔           หน่วยกิต

 

ทั้งนี้  ตั้งแต่ปีการศึกษา ๒๕๔๙ เป็นต้นไป

 

ประกาศ  ณ  วันที่  ๘  กันยายน  พุทธศักราช  ๒๕๔๘

 

 

 

 

 

(พระราชรัตนโมลี)

อุปนายกสภามหาวิทยาลัย  ทำหน้าที่แทน

นายกสภามหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ระเบียบบัณฑิตวิทยาลัย

มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

ว่าด้วยวิธีปฏิบัติเกี่ยวกับวิทยานิพนธ์  พ.ศ.๒๕๕๐

 

 

 

อนุวัตให้เป็นไปตามความในข้อ ๒๖ แห่งข้อบังคับมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย  ว่าด้วยการศึกษาระดับบัณฑิตศึกษา พ.ศ. ๒๕๔๑ จึงเห็นสมควรออกระเบียบบัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ว่าด้วยวิธีปฏิบัติเกี่ยวกับวิทยานิพนธ์ของบัณฑิตวิทยาลัย

อาศัยอำนาจตามความในข้อ ๒๖  แห่งข้อบังคับมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย  ว่าด้วยการศึกษาระดับบัณฑิตศึกษา พ.ศ. ๒๕๔๑ คณะกรรมการประจำบัณฑิตวิทยาลัย ในคราวประชุมครั้งที่ ๓/๒๕๕๐ เมื่อวันที่ ๒๔ กันยายน พ.ศ. ๒๕๕๐ จึงมีมติให้วางระเบียบไว้ดังต่อไปนี้

 

หมวดที่ ๑

บททั่วไป

ข้อ ๑ ระเบียบนี้เรียกว่า “ระเบียบบัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ว่าด้วยวิธีปฏิบัติเกี่ยวกับวิทยานิพนธ์  พ.ศ.๒๕๕๐”

ข้อ ๒  บรรดา กฎ ระเบียบ ข้อบังคับ คำสั่ง หรือประกาศอื่นใดซึ่งขัดหรือแย้งกับระเบียบนี้ ให้ใช้ระเบียบนี้แทน

ข้อ ๓ ให้ยกเลิก

  • ระเบียบบัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ว่าด้วยวิธีปฏิบัติเกี่ยวกับวิทยานิพนธ์ พ.ศ.๒๕๔๒
  • ระเบียบบัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ว่าด้วยวิธีปฏิบัติเกี่ยวกับวิทยานิพนธ์ พ.ศ.๒๕๔๒ แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. ๒๕๔๖
  • ประกาศบัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เรื่อง กำหนดส่วนประกอบเพิ่มเติมของโครงร่างวิทยานิพนธ์ พ.ศ. ๒๕๔๔
  • ประกาศบัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เรื่อง การรายงานความก้าวหน้าวิทยานิพนธ์ พ.ศ. ๒๕๕๐

ข้อ ๕ ให้ใช้ระเบียบนี้ตั้งแต่วันถัดจากประกาศ เป็นต้นไป

 

 

 

 

หมวดที่ ๒

การอนุมัติหัวข้อและโครงร่างวิทยานิพนธ์และการลงทะเบียน

 

ข้อ ๖  การอนุมัติหัวข้อและโครงร่างวิทยานิพนธ์

๖.๑ ให้นิสิตจัดทำหัวข้อและโครงร่างวิทยานิพนธ์โดยความเห็นชอบของผู้ที่จะได้รับแต่งตั้งเป็นประธานหรือกรรมการควบคุมวิทยานิพนธ์ และเสนอต่อบัณฑิตวิทยาลัย เพื่อตรวจรูปแบบก่อน เมื่อผ่านการตรวจรูปแบบและแก้ไขแล้ว จึงเสนอขอสอบอนุมัติหัวข้อและโครงร่างวิทยานิพนธ์ ตามขั้นตอน

๖.๒  โครงร่างวิทยานิพนธ์ มีส่วนประกอบดังนี้

(๑)  หัวข้อวิทยานิพนธ์ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ

(๒)  รายชื่อคณะกรรมการควบคุมวิทยานิพนธ์

(๓)  ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา

(๔)  วัตถุประสงค์ของการวิจัย

(๕)  ทบทวนเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง

(๖)  วิธีดำเนินการวิจัย

(๗)  ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับจากการวิจัย

(๘)  โครงสร้างของรายงานวิทยานิพนธ์ (สารบัญชั่วคราว)

(๙) บรรณานุกรมและเชิงอรรถ

(๑๐)  ประวัติผู้วิจัย

ส่วนประกอบอื่น ๆ นอกจากนี้  ให้เป็นไปตามคู่มือการทำวิทยานิพนธ์ และข้อกำหนดอื่น ๆ ของบัณฑิตวิทยาลัย

๖.๓  การเสนอขออนุมัติสอบหัวข้อและโครงร่างวิทยานิพนธ์ ให้นิสิตยื่นแบบคำร้อง  บฑ ๘  พร้อมด้วยหัวข้อและโครงร่างวิทยานิพนธ์  จำวน ๖  ฉบับ ในจำนวนนี้ต้องมีลายเซ็นรับรองของผู้สมควรเป็นกรรมการควบคุมวิทยานิพนธ์ทุกคน บนปกของโครงร่างฯ จำนวน ๑ ฉบับ ต่อบัณฑิตวิทยาลัย

๖.๔  นิสิตที่ประสงค์จะเสนอหัวข้อและโครงร่างวิทยานิพนธ์เชิงปริมาณ ที่มีเครื่องมือวิจัยหรือแบบสอบถามชั่วคราว ต้องส่งให้คณะกรรมการตรวจสอบ ในวันพิจารณาหัวข้อและโครงร่างวิทยานิพนธ์

๖.๕  คณบดีบัณฑิตวิทยาลัยแต่งตั้งคณะกรรมการพิจารณาหัวข้อและโครงร่างวิทยานิพนธ์ ในแต่ละปีการศึกษา คณะกรรมการที่ได้รับแต่งตั้งจะเป็นผู้พิจารณาหัวข้อและโครงร่างวิทยานิพนธ์ที่นิสิตเสนอ และในการประชุมพิจารณาสอบแต่ละครั้ง นิสิตต้องเข้านำเสนอและชี้แจงเกี่ยวกับหัวข้อและโครงร่างวิทยานิพนธ์ด้วย

๖.๖  เมื่อนิสิตแก้ไขหัวข้อและโครงร่างวิทยานิพนธ์ตามมติคณะกรรมการแล้วให้ยื่นแบบคำร้อง บฑ ๘.๑ พร้อมด้วยหัวข้อและโครงร่างวิทยานิพนธ์ จำนวน ๔ ชุด ต่อบัณฑิตวิทยาลัย ให้ประธานคณะกรรมการพิจารณาหัวข้อและโครงร่างวิทยานิพนธ์ เสนอผลการพิจารณาหัวข้อและโครงร่างวิทยานิพนธ์ของนิสิตที่ผ่านความเห็นชอบแล้วพร้อมรายชื่อ ผู้สมควรเป็นคณะกรรมการควบคุมวิทยานิพนธ์ในหัวข้อนั้นต่อคณบดีบัณฑิตวิทยาลัยเพื่อพิจารณาอนุมัติ

๖.๗     เมื่อคณบดีบัณฑิตวิทยาลัยอนุมัติหัวข้อและโครงร่างวิทยานิพนธ์และเมื่อบัณฑิตวิทยาลัยประกาศรายชื่อนิสิตและหัวข้อวิทยานิพนธ์พร้อมทั้งรายชื่อคณะกรรมการควบคุมวิทยานิพนธ์ที่ได้รับอนุมัติแล้ว นิสิตจึงจะมีสิทธิลงทะเบียนวิทยานิพนธ์

ข้อ ๗  การลงทะเบียนวิทยานิพนธ์

๗.๑  นิสิตระดับปริญญาโทที่มีสิทธิลงทะเบียนวิทยานิพนธ์  ต้องศึกษารายวิชาในหลักสูตรของบัณฑิตวิทยาลัยมาแล้วไม่น้อยกว่า ๑ ภาคการศึกษาปกติ  และมีหน่วยกิตสะสมไม่น้อยกว่า ๙  หน่วยกิต

๗.๒  นิสิตระดับปริญญาเอก แบบ ๑ ที่มีสิทธิลงทะเบียนวิทยานิพนธ์ ภายหลังจากขึ้นทะเบียนเป็นนิสิตแล้ว นิสิตระดับปริญญาเอก แบบ ๒ ที่มีสิทธิลงทะเบียนวิทยานิพนธ์ ต้องศึกษารายวิชาในหลักสูตรของบัณฑิตวิทยาลัยมาแล้วไม่น้อยกว่า ๑ ภาคการศึกษาปกติ และมีหน่วยกิตสะสมไม่น้อยกว่า ๖ หน่วยกิต

๗.๓  ให้นิสิตลงทะเบียนวิทยานิพนธ์ ภายใน ๓๐ วัน  นับจากวันที่บัณฑิตวิทยาลัยประกาศอนุมัติหัวข้อวิทยานิพนธ์ โดยกรอกแบบการลงทะเบียนวิทยานิพนธ์ บฑ  ๙  แล้วยื่นต่อบัณฑิตวิทยาลัยพร้อมทั้งชำระเงินค่าลงทะเบียนในส่วนงานตามที่มหาวิทยาลัยกำหนด หากไม่สามารถชำระค่าลงทะเบียนวิทยานิพนธ์ ภายในระยะเวลาที่กำหนด ต้องยื่นคำร้องขอชำระค่าลงทะเบียนล่าช้าต่อบัณฑิตวิทยาลัย ทั้งนี้ ต้องไม่เกิน ๓๐ วันทำการ หากเกินต้องชำระเป็นค่าปรับในอัตราการลงทะเบียนล่าช้า จำนวน ๕๐ บาท ต่อ ๑ วันทำการ

ข้อ ๘  การเปลี่ยนแปลงเกี่ยวกับโครงร่างวิทยานิพนธ์

๘.๑  การขอเปลี่ยนแปลงใด ๆ เกี่ยวกับวิทยานิพนธ์ที่ไม่ใช่สาระสำคัญให้นิสิตยื่นแบบคำร้อง บฑ ๘  พร้อมทั้งชี้แจงเหตุผลที่ขอเปลี่ยนแปลงต่อคณบดีบัณฑิตวิทยาลัยเพื่อขออนุมัติโดยผ่านคณะกรรมการควบคุมวิทยานิพนธ์ เมื่อได้รับการอนุมัติให้เปลี่ยนแปลงให้นำส่งหัวข้อและโครงร่างที่เปลี่ยนแปลงใหม่ต่อบัณฑิตวิทยาลัย จำนวน ๔ ชุด

๘.๒  หากการเปลี่ยนแปลงหัวข้อหรือโครงร่างวิทยานิพนธ์ที่เป็นสาระสำคัญ  นิสิตต้องปฏิบัติเช่นเดียวกับการยื่นขออนุมัติหัวข้อและโครงร่างวิทยานิพนธ์ใหม่ โดยไม่ต้องลงทะเบียนวิทยานิพนธ์ซ้ำอีก ยกเว้น หากการเปลี่ยนแปลงเป็นความประสงค์ส่วนตัวของนิสิต เมื่อคณะกรรมการพิจารณาแล้ว พบว่าไม่มีเหตุผลความจำเป็นเพียงพอ นิสิตต้องชำระค่าลงทะเบียนวิทยานิพนธ์ซ้ำอีก

๘.๓  ให้นิสิตติดตามผลการขออนุมัติการเปลี่ยนแปลงเกี่ยวกับวิทยานิพนธ์หลังจากที่ได้ยื่นคำร้องและได้เข้าชี้แจงแล้ว

 

หมวดที่ ๓

คณะกรรมการควบคุมวิทยานิพนธ์

 

ข้อ ๙  คณะกรรมการควบคุมวิทยานิพนธ์

๙.๑  คณะกรรมการควบคุมวิทยานิพนธ์ต้องมีทั้งบรรพชิตและคฤหัสถ์จำนวนไม่น้อยกว่า ๒ รูปคน แต่ไม่เกิน  ๓  รูป/คน  ทั้งนี้จะต้องมีอาจารย์ประจำมหาวิทยาลัยอย่างน้อย ๑ รูป/คน

๙.๒  คณะกรรมการผู้ควบคุมวิทยานิพนธ์ของนิสิตระดับปริญญาโท ต้องมีคุณสมบัติได้รับปริญญาชั้นใดชั้นหนึ่งในสาขาวิชาที่นิสิตทำวิทยานิพนธ์หรือสาขาวิชาที่เกี่ยวข้อง

คณะกรรมการผู้มีคุณสมบัติได้รับปริญญาต่ำกว่าระดับปริญญาเอก  ต้องมีตำแหน่งทางวิชาการไม่ต่ำกว่าผู้ช่วยศาสตราจารย์หรือเป็นผู้เชี่ยวชาญ

๙.๓  คณะกรรมการผู้ควบคุมวิทยานิพนธ์ของนิสิตระดับปริญญาเอก  ต้องมีคุณสมบัติได้รับปริญญาชั้นใดชั้นหนึ่งในสาขาวิชาที่นิสิตทำวิทยานิพนธ์หรือสาขาวิชาที่เกี่ยวข้อง

คณะกรรมการผู้มีคุณสมบัติได้รับปริญญาต่ำกว่าระดับปริญญาเอก ต้องมีตำแหน่งทางวิชาการไม่ต่ำกว่ารองศาสตราจารย์หรือเป็นผู้เชี่ยวชาญ

๙.๔ คณะกรรมการควบคุมวิทยานิพนธ์มีหน้าที่ดังต่อไปนี้

(๑)  ให้คำปรึกษาแนะนำเกี่ยวกับวิธีทำวิทยานิพนธ์  รวมทั้งตัดสินแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นขณะทำวิทยานิพนธ์

(๒)  ให้คำปรึกษาแนะนำเกี่ยวกับการเขียนวิทยานิพนธ์

(๓)  พิจารณาให้ความเห็นชอบในการขอสอบวิทยานิพนธ์ของนิสิต

ข้อ ๑๐  การเขียนวิทยานิพนธ์

ให้นิสิตเรียบเรียงวิทยานิพนธ์โดยให้มีรูปแบบและขนาดวิทยานิพนธ์ ตามคู่มือการทำวิทยานิพนธ์ของบัณฑิตวิทยาลัย

 

หมวดที่ ๔

การรายงานความก้าวหน้าวิทยานิพนธ์

 

ข้อ ๑๑  การรายงานความก้าวหน้าวิทยานิพนธ์

๑๑.๑  นิสิตระดับปริญญาโททุกสาขา ผู้ได้รับผลการศึกษา ตั้งแต่ ๙ หน่วยกิต ขึ้นไป และยังไม่ได้ยื่นเสนอหัวข้อและโครงร่างวิทยานิพนธ์ ต้องมารายงานความก้าวหน้าในการจัดทำหัวข้อและโครงร่างวิทยานิพนธ์ ต่อบัณฑิตวิทยาลัยและอาจารย์ผู้ติดตามความก้าวหน้าวิทยานิพนธ์ ทุก ๑ เดือน

๑๑.๒  นิสิตระดับปริญญาเอก แบบ ๒.๑ (หลักสูตรภาษาไทย) ผู้ได้รับผลการศึกษาตั้งแต่ ๖ หน่วยกิตขึ้นไป และยังไม่ได้ยื่นเสนอขอสอบหัวข้อและโครงร่างวิทยานิพนธ์ต้องมารายงานความก้าวหน้าในการจัดทำหัวข้อและโครงร่างวิทยานิพนธ์ ต่อบัณฑิตวิทยาลัยและอาจารย์ผู้ติดตามความก้าวหน้าวิทยานิพนธ์ ทุก ๑ เดือน

๑๑.๓  นิสิตระดับปริญญาเอก แบบ ๑.๑ (หลักสูตรภาษาอังกฤษ) ผู้ผ่านรายวิชาที่กำหนดให้ศึกษาเพิ่มเติมครบ ๓ รายวิชาแล้ว  และยังไม่ได้ยื่นเสนอขอสอบหัวข้อและโครงร่างวิทยานิพนธ์ต้องมารายงานความก้าวหน้าในการจัดทำหัวข้อและโครงร่างวิทยานิพนธ์ ต่อบัณฑิตวิทยาลัยและอาจารย์ผู้ติดตามความก้าวหน้าวิทยานิพนธ์ ทุก ๑ เดือน

๑๑.๔      นิสิตผู้ลงทะเบียนทำวิทยานิพนธ์แล้ว ต้องมารายงานความก้าวหน้าในการทำวิทยานิพนธ์ต่อบัณฑิตวิทยาลัยและอาจารย์ผู้ติดตามความก้าวหน้าวิทยานิพนธ์ ทุก ๓ เดือน

 

หมวดที่ ๕

การสอบวิทยานิพนธ์

ข้อ ๑๒  การขอสอบวิทยานิพนธ์

๑๒.๑  นิสิตระดับปริญญาโท มีสิทธิขอสอบวิทยานิพนธ์ได้เมื่อ

(๑)  ใช้เวลาทำวิทยานิพนธ์ไม่น้อยกว่า  ๓ เดือน  นับตั้งแต่วันที่ได้รับอนุมัติหัวข้อและโครงร่างวิทยานิพนธ์   และลงทะเบียนวิทยานิพนธ์

(๒)  สอบผ่านรายวิชาต่าง ๆ  ครบถ้วนตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในหลักสูตร  และได้ค่าระดับเฉลี่ยสะสมในรายวิชาตลอดหลักสูตรไม่ต่ำกว่า ๓.๐๐

(๓)  เขียนวิทยานิพนธ์เสร็จสมบูรณ์ตามคำแนะนำของคณะกรรมการควบคุมวิทยานิพนธ์  และได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการดังกล่าวให้ทำการขอสอบได้

๑๒.๒  นิสิตระดับปริญญาเอก มีสิทธิขอสอบวิทยานิพนธ์ได้เมื่อ

(๑)  ใช้เวลาทำวิทยานิพนธ์ไม่น้อยกว่า  ๘  เดือน  นับตั้งแต่วันที่ได้รับอนุมัติหัวข้อและโครงร่างวิทยานิพนธ์  และลงทะเบียนวิทยานิพนธ์

  • สอบผ่านรายวิชาต่าง ๆ ครบถ้วนตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในหลักสูตรและได้รับค่าระดับเฉลี่ยสะสมในรายวิชาตลอดหลักสูตรไม่ต่ำกว่า  ๓.๐๐
  • สอบผ่านการสอบวัดคุณสมบัติในรายวิชาตามที่บัณฑิตวิทยาลัยกำหนด
  • เขียนวิทยานิพนธ์สำเร็จสมบูรณ์ตามคำแนะนำของคณะกรรมการควบคุมวิทยานิพนธ์ และได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการดังกล่าวให้ทำการขอสอบได้

๑๒.๓  ให้นิสิตยื่นคำร้องขอตรวจรูปแบบวิทยานิพนธ์  พร้อมทั้งแนบวิทยานิพนธ์ ๑ ฉบับ  ต่อบัณฑิตวิทยาลัยก่อนวันสอบวิทยานิพนธ์ไม่น้อยกว่า ๓๐ วัน

๑๒.๔  ให้นิสิตรับผลการตรวจรูปแบบวิทยานิพนธ์จากบัณฑิตวิทยาลัยหลังจากยื่นคำร้องแล้ว ๑๐ วันทำการ

๑๒.๕  ให้นิสิตยื่นแบบคำร้องขอสอบวิทยานิพนธ์ บท ๘ ต่อบัณฑิตวิทยาลัยผ่านประธานคณะกรรมการควบคุมวิทยานิพนธ์  พร้อมกับเสนอวิทยานิพนธ์ที่เรียบเรียงเสร็จแล้ว  รวมทั้งบทคัดย่อภาษาไทยและภาษาอังกฤษ  อย่างละ ๖ ชุด

๑๒.๖  ให้บัณฑิตวิทยาลัยส่งวิทยานิพนธ์และบทคัดย่อถึงคณะกรรมการตรวจสอบวิทยานิพนธ์ก่อนวันสอบไม่น้อยกว่า ๒ สัปดาห์

ข้อ ๑๓  คณะกรรมการตรวจสอบวิทยานิพนธ์

๑๓.๑  คณะกรรมการตรวจสอบวิทยานิพนธ์  มีจำนวนไม่น้อยกว่า ๓ ท่าน แต่ไม่เกิน ๕ ท่าน ประกอบด้วย

(๑)  ประธาน  ได้แก่  คณบดีหรือผู้ที่คณบดีมอบหมาย

(๒)  คณะกรรมการควบคุมวิทยานิพนธ์

(๓)  กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิจากภายนอกมหาวิทยาลัย  จำนวนไม่เกิน ๓ ท่าน

๑๓.๒  เมื่อบัณฑิตวิทยาลัยติดต่อเชิญผู้ที่สมควรได้รับแต่งตั้งเป็นกรรมการตรวจสอบวิทยานิพนธ์ได้แล้ว  ให้เสนอรายนามกรรมการตรวจสอบวิทยานิพนธ์ต่อคณะกรรมการประจำบัณฑิตวิทยาลัย  เพื่อพิจารณาแต่งตั้ง

๑๓.๓  เมื่อประธานคณะกรรมการประจำบัณฑิตวิทยาลัย  ลงนามแต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบวิทยานิพนธ์แล้ว  ให้บัณฑิตวิทยาลัยประกาศกำหนดวัน  เวลาและสถานที่สอบให้ทราบโดยทั่วกัน  และมีหนังสือเชิญถึงกรรมการตรวจสอบวิทยานิพนธ์ก่อนวันสอบ ไม่น้อยกว่า ๑๐ วัน   รายนามคณะกรรมการตรวจสอบวิทยานิพนธ์ให้ถือเป็นความลับสำหรับผู้สอบ

๑๓.๔    ในกรณีที่กรรมการตรวจสอบวิทยานิพนธ์ไม่สามารถมาตรวจสอบวิทยานิพนธ์ได้ ให้แจ้งต่อบัณฑิตวิทยาลัยโดยผ่านประธานคณะกรรมการตรวจสอบวิทยานิพนธ์พร้อมทั้งแจ้งผลการตรวจสอบวิทยานิพนธ์ด้วย

 

หมวดที่ ๖

การประเมินผลวิทยานิพนธ์

 

ข้อ ๑๔  การประเมินผลวิทยานิพนธ์

๑๔.๑  ในการสอบวิทยานิพนธ์  นิสิตต้องตอบข้อซักถามต่าง ๆ เกี่ยวกับวิทยานิพนธ์หรือเรื่องที่เกี่ยวข้อง  หลังจากสอบแล้วให้คณะกรรมการตรวจสอบวิทยานิพนธ์ประชุมพิจารณาประเมินผล  ในขณะประเมินผลให้นิสิตออกจากห้องสอบ

๑๔.๒  ให้มีการจดบันทึกรายละเอียดเกี่ยวกับการประเมินผลวิทยานิพนธ์ทุกครั้ง

๑๔.๓  หากคณะกรรมการตรวจสอบวิทยานิพนธ์มีมติให้แก้ไขวิทยานิพนธ์   ไม่ว่ากรณีใด ๆ  นิสิตต้องแก้ไขวิทยานิพนธ์ให้ถูกต้องตามมติและคำแนะนำนั้น  ก่อนที่จะนำวิทยานิพนธ์ฉบับที่แก้ไขแล้วส่งบัณฑิตวิทยาลัย กรณีที่นิสิตไม่สามารถส่งวิทยานิพนธ์ได้ทันเวลา ตามที่คณะกรรมการกำหนด จะต้องดำเนินการยื่นขอขยายเวลาการส่งวิทยานิพนธ์ต่อบัณฑิตวิทยาลัย โดยผ่านความเห็นชอบของประธานคณะกรรมการตรวจสอบวิทยานิพนธ์ ทั้งนี้ การขยายเวลาต้องอยู่ภายใต้ในระยะเวลา ๖ เดือน นับแต่วันสอบ หากเกินจากกำหนดนี้ ให้ถือว่าสอบไม่ผ่าน และจะต้องดำเนินการขอสอบใหม่ กรณีที่ยังคงสถานภาพนิสิตอยู่เท่านั้น

๑๔.๔  ให้คณะกรรมการตรวจสอบวิทยานิพนธ์ทำการประเมินผลวิทยานิพนธ์โดยกำหนดเป็น ๔ ระดับ  ดังนี้

ผลการศึกษา                                            ระดับ

ดีเยี่ยม  (Excellence)                                  A

ดี  (Good)                                                 B+

ผ่าน  (Passed)                                          B

ตก  (Failed)                                            F

ส่วนวิทยานิพนธ์ที่อยู่ในระหว่างการเรียบเรียงให้แสดงสถานะด้วยสัญลักษณ์  IP (In progress)

๑๔.๕  การลงนามของกรรมการตรวจสอบวิทยานิพนธ์ในหน้าอนุมัติวิทยานิพนธ์  อาจกระทำได้เมื่อเห็นสมควร  แต่ประธานคณะกรรมการตรวจสอบวิทยานิพนธ์จะลงนามได้ต่อเมื่อวิทยานิพนธ์นั้นได้รับการแก้ไขทั้งรูปแบบ  และเนื้อหาเรียบร้อยแล้วเท่านั้น  จากนั้นคณะบดีบัณฑิตวิทยาลัยจึงลงนามอนุมัติ

๑๔.๖  ให้ประธานคณะกรรมการตรวจสอบวิทยานิพนธ์เสนอผลการประเมินต่อคณบดีบัณฑิตวิทยาลัย  หากมีมติไม่เป็นเอกฉันท์ให้รวบรวมใบประเมินผลของกรรมการทุกท่าน  เพื่อส่งให้คณะกรรมการประจำบัณฑิตวิทยาลัยพิจารณาชี้ขาดเมื่อทราบผลการประเมิน  และนิสิตส่งวิทยานิพนธ์ฉบับที่แก้ไขเรียบร้อยแล้วบัณฑิตวิทยาลัยจะประกาศผลให้ทราบโดยทั่วกัน

 

ข้อ ๑๕  การส่งวิทยานิพนธ์ฉบับสมบูรณ์

๑๕.๑  เมื่อนิสิตแก้ไขเนื้อหาและรูปแบบ  ตามมติคณะกรรมการตรวจสอบวิทยานิพนธ์แล้ว  ให้นิสิตส่งวิทยานิพนธ์ฉบับที่แก้ไขที่มีลายมือชื่อคณะกรรมการตรวจสอบวิทยานิพนธ์ครบถ้วนทุกคน  จำนวน ๗ เล่ม  โดยเย็บเล่มและเข้าปกแข็งเรียบร้อย  ตามรูปแบบที่บัณฑิตวิทยาลัยกำหนดพร้อมด้วย บทคัดย่อภาษาไทยและภาษาอังกฤษอีกอย่างละ ๒ ชุด  และแผ่นซีดีบันทึกไฟล์หัวข้อวิทยานิพนธ์ฉบับสมบูรณ์ทั้งที่เป็นแบบไฟล์ Microsoft  Word  และไฟล์  Adobe PDF  จำนวนไฟล์ละ ๑ แผ่น ต่อบัณฑิตวิทยาลัย  วันที่นิสิตส่งวิทยานิพนธ์ฉบับสมบูรณ์ถือว่าเป็นวันที่นิสิตสำเร็จการศึกษา

๑๕.๒  ในกรณีที่นิสิตประสงค์จะเผยแพร่วิทยานิพนธ์หรือมอบให้แก่หน่วยงานใดตามข้อผูกพันหรืออื่น ๆ  หลังจากที่ได้รับอนุมัติวิทยานิพนธ์  ให้นิสิตยื่นคำร้องพร้อมด้วยวิทยานิพนธ์ตามจำนวนที่ต้องการเสนอต่อคณบดีบัณฑิตวิทยาลัย  เพื่อพิจารณาลงนามในหน้าอนุมัติ  ทั้งนี้ให้แนบวิทยานิพนธ์ฉบับซึ่งคณบดีบัณฑิตวิทยาลัยลงนามไว้แล้ว ๑ เล่ม  พร้อมทั้งแผ่นบันทึกข้อมูลวิทยานิพนธ์ฉบับสมบูรณ์จำนวน ๑ ชุด

๑๕.๓  วิทยานิพนธ์และบทคัดย่อทั้งฉบับภาษาไทย และภาษาอังกฤษของนิสิตที่สำเร็จการศึกษาให้เป็นลิขสิทธิ์ของบัณฑิตวิทยาลัย  ก่อนนำไปพิมพ์เผยแร่ต้องได้รับอนุมัติจากคณบดีบัณฑิตวิทยาลัย

 

บทเฉพาะกาล

 

ข้อ ๑๖  นิสิตที่ได้รับอนุมัติหัวข้อและโครงการวิทยานิพนธ์และลงทะเบียนไว้แล้วก่อนที่จะประกาศใช้ระเบียบนี้  ให้ปฏิบัติตามระเบียบบัณฑิตวิทยาลัย  มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย  ในพระบรมราชูปถัมภ์  ว่าด้วยวิธีปฏิบัติเกี่ยวกับวิทยานิพนธ์  พุทธศักราช ๒๕๔๒ และระเบียบบัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ว่าด้วยวิธีปฏิบัติวิทยานิพนธ์ แก้ไขเพิ่มเติม พุทธศักราช ๒๕๔๖

ข้อ ๑๗  นิสิตที่ได้รับอนุมัติหัวข้อและโครงร่างวิทยานิพนธ์  และลงทะเบียนภายหลังที่ประกาศใช้ระเบียบนี้แล้ว  ให้ปฏิบัติตามระเบียบนี้

 

ประกาศ  ณ  วันที่  ๒๔  ตุลาคม  พ.ศ. ๒๕๕๐

(พระศรีสิทธิมุนี)

คณบดีบัณฑิตวิทยาลัย

ประธานคณะกรรมการประจำบัณฑิตวิทยาลัย

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ระเบียบบัณฑิตวิทยาลัย

มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

ว่าด้วยการศึกษาภาคฤดูร้อน พ.ศ.๒๕๕๒

 

 

เพื่อให้การจัดการศึกษาในภาคการศึกษาฤดูร้อนในระดับบัณฑิตศึกษาเป็นไปด้วยความเรียบร้อย มีประสิทธิภาพ บรรลุตามวัตถุประสงค์และนโยบาลของมหาวิทยาลัย เพละเพื่ออนุมัติให้เป็นไปตามความในข้อ ๙ แห่งข้อบังคับมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ว่าด้วยการศึกษาระดับบัณฑิตศึกษา พ.ศ. ๒๕๔๑ โดยอาศัยมติที่ประชุมคณะกรรมการประจำบัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ในคราวประชุมครั้งที่ ๔/๒๕๔๒ เมื่อวันที่ ๓๐ ตุลาคม พ.ศ.๒๕๔๒ บัณฑิตวิทยาลัย จึงวางระเบียบไว้ดังต่อไปนี้

ข้อ ๑ ระเบียบนี้เรียกว่า ระเบียบบัณฑิตวิทยาลัย ว่าด้วยการศึกษาภาคฤดูร้อน พ.ศ. ๒๕๔๒”

ข้อ ๒ ให้ใช้ระเบียบนี้ตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศเป็นต้นไป

ข้อ ๓ ภาคการศึกษาฤดูร้อน ต้องมีเวลาการศึกษาไม่น้อยกว่า ๖ สัปดาห์ และมีจำนวนชั่วโมงการศึกษาในแต่ละรายวิชาเท่ากับการศึกษาภาคปกติ

ข้อ ๔ จำนวนหน่วยกิตที่กำหนดให้นิสิตลงทะเบียนในภาคการศึกษาฤดูร้อนไม่น้อยกว่า ๓ หน่วยกิตและไม่เกิน ๖ หน่วยกิต โดยความเห็นชอบของอาจารย์ที่ปรึกษาทั่วไป

นิสิต  ที่ประสงค์จะลงทะเบียนน้อยกว่าหรือมากกกว่าที่กำหนดไว้ในข้อ ๔ ให้ยื่นคำร้องต่อคณบดีบัณฑิตวิทยาลัย เพื่อขออนุมัติเป็นกรณีพิเศษ

ข้อ ๕ อัตราค่าธรรมเนียมการศึกษาในภาคการศึกษาฤดูร้อนให้เป็นไปตามที่มหาวิทยาลัยกำหนด

ข้อ ๖ ให้ใช้ระเบียบนี้สำหรับนิสิตที่เข้าศึกษาตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๔๒

ข้อ ๗ ให้คณบดีบัณฑิตวิทยาลัยรักษาการให้เป็นไปตามระเบียบนี้

 

ประกาศ ณ วันที่ ๑ ธันวาคม พ.ศ.๒๕๔๒

 

 

 

 

(พระมหาสมจินต์  สมฺมาปญฺโญ)

คณบดีบัณฑิตวิทยาลัย

ประธานคณะกรรมการประจำบัณฑิตวิทยาลัย

 

 

 

 

 

 

ประกาศมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

เรื่อง  เกณฑ์มาตรฐานหลักสูตรระดับบัณฑิตศึกษา พ.ศ.๒๕๔๘

 

 

โดยที่เห็นเป็นการสมควรปรับปรุงเกณฑ์มาตรฐานหลักสูตรพุทธศาสตรมหาบัณฑิตและพุทธศาสตรดุษฎีบัณฑิต  ให้เป็นไปตามเกณฑ์มาตรฐานหลักสูตรระดับบัณฑิตศึกษา พ.ศ.๒๕๔๘ ของกระทรวงศึกษาธิการ  เพื่อประโยชน์ในการกำหนดมาตรฐานการศึกษาระดับบัณฑิตศึกษา  ให้ดำเนินไปด้วยความเรียบร้อย  มีประสิทธิภาพ  และบรรลุวัตถุประสงค์ตามนโยบายของมหาวิทยาลัย

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๑๙ (๒) แห่งพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย พ.ศ. ๒๕๔๐  และมติสภามหาวิทยาลัย  ในคราวประชุมครั้งที่ ๖/๒๕๔๘ เมื่อวันที่ ๓๑ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๔๘ จึงออกประกาศมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เรื่อง เกณฑ์มาตรฐานหลักสูตรระดับบัณฑิตศึกษา พ.ศ. ๒๕๔๘ ไว้ดังต่อไปนี้

๑. ระดับประกาศนียบัตรบัณฑิต มีจำนวนหน่วยกิตรวมตลอดหลักสูตรไม่น้อยกว่า ๒๔ หน่วยกิต

๒. ระดับปริญญาโท  มีจำนวนหน่วยกิตรวมตลอดหลักสูตรไม่น้อยกว่า ๓๘ หน่วยกิต

โดยแบ่งการศึกษา เป็น ๒ แผน ดังนี้

๑) แผน ก  เป็นการศึกษาที่เน้นการวิจัย  โดยมีการทำวิทยานิพนธ์  ดังนี้

แบบ ก (๑) ทำเฉพาะวิทยานิพนธ์ซึ่งมีค่าเทียบได้ ๓๘ หน่วยกิต และบัณฑิตวิทยาลัยอาจจัดให้ศึกษารายวิชาเพิ่มเติม  โดยไม่ต้องนับหน่วยกิต  เพื่อคุณภาพการศึกษาของผู้ศึกษา

แบบ ก (๒) ศึกษารายวิชาไม่น้อยกว่า ๒๖ หน่วยกิต และทำวิทยานิพนธ์ซึ่งมีค่าเทียบได้ ๑๒ หน่วยกิต  จำแนกประเภทดังนี้

วิชาบังคับ                   ไม่น้อยกว่า                  ๘        หน่วยกิต

วิชาเอก                     ไม่น้อยกว่า                   ๑๒     หน่วยกิต

วิชาเลือก                    ไม่น้อยกว่า                   ๖       หน่วยกิต

วิทยานิพนธ์                                              ๑๒      หน่วยกิต

รวมทั้งสิ้น                   ไม่น้อยกว่า                  ๓๘     หน่วยกิต

๒) แผน ข  ศึกษารายวิชาไม่น้อยกว่า ๓๒ หน่วยกิต และทำการศึกษาอิสระซึ่งมีค่าเทียบได้ ๖ หน่วยกิต จำแนกประเภท ดังนี้

วิชาบังคับ                   ไม่น้อยกว่า                   ๘       หน่วยกิต

วิชาเอก                      ไม่น้อยกว่า                  ๑๒     หน่วยกิต

วิชาเลือก                   ไม่น้อยกว่า                  ๑๒     หน่วยกิต

การศึกษาอิสระ                                            ๖       หน่วยกิต

รวมทั้งสิ้น                    ไม่น้อยกว่า                 ๓๘     หน่วยกิต

 

๓. ระดับปริญญาเอก  แบ่งการศึกษาเป็น ๒ แบบ  ดังนี้

๑)  แบบ ๑  ผู้เข้าศึกษาต้องทำวิทยานิพนธ์ ซึ่งมีค่าเทียบได้ ๕๔ หน่วยกิต  แบ่งการศึกษาเป็น ๒ แบบ โดยบัณฑิตวิทยาลัยอาจจัดให้ศึกษารายวิชาเพิ่มเติม  โดยไม่ต้องนับหน่วยกิต  เพื่อคุณภาพการศึกษาของผู้ศึกษา

แบบ ๑.๑ ผู้เข้าศึกษาที่สำเร็จปริญญาโทต้องทำวิทยานิพนธ์  ซึ่งมีค่าเทียบได้ ๕๔หน่วยกิต

แบบ ๑.๒ ผู้เข้าศึกษาที่สำเร็จปริญญาตรีหรือเปรียญธรรม  ๙  ประโยค ซึ่งบัณฑิตวิทยาลัยอนุมัติให้เข้าศึกษาเป็นกรณีพิเศษ ต้องทำวิทยานิพนธ์  ซึ่งมีค่าเทียบได้ ๗๘ หน่วยกิต

๒) แบบ ๒ แบ่งการศึกษาเป็น ๒ แบบ ดังนี้

แบบ ๒.๑ ผู้เข้าศึกษาที่สำเร็จปริญญาโท ต้องศึกษารายวิชาไม่น้อยกว่า ๑๙ หน่วยกิต และทำวิทยานิพนธ์ ซึ่งมีค่าเทียบได้ ๓๖ หน่วยกิต จำแนกประเภทดังนี้

วิชาบังคับ     ไม่น้อยกว่า                ๖                     หน่วยกิต

วิชาเอก        ไม่น้อยกว่า                ๖                     หน่วยกิต

วิชาเลือก      ไม่น้อยกว่า               ๖                     หน่วยกิต

วิทยานิพนธ์                                 ๓๖                   หน่วยกิต

รวมทั้งสิ้น     ไม่น้อยกว่า                ๕๔                    หน่วยกิต

 

ทั้งนี้  ตั้งแต่ปีการศึกษา ๒๕๔๙ เป็นต้นไป

 

ประกาศ  ณ  วันที่  ๘  กันยายน  พุทธศักราช  ๒๕๔๘

 

 

(พระราชรัตนโมลี)

อุปนายกสภามหาวิทยาลัย  ทำหน้าที่แทน

นายกสภามหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ประกาศบัณฑิตวิทยาลัย

มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

เรื่อง  กำหนดรายวิชาให้นิสิตคฤหัสถ์ศึกษาเพิ่มเติม

 

 

เพื่อให้การจัดการศึกษาหลักสูตรพุทธศาสตรมหาบัณฑิต  สำหรับคฤหัสถ์  เป็นไปด้วยความเรียบร้อย  มีประสิทธิภาพ  บรรลุตามวัตถุประสงค์และนโยบายของมหาวิทยาลัยจึงสมควรกำหนดรายวิชาบาลี  ให้ศึกษาเพิ่มเติม

อาศัยมติที่ประชุมคณะกรรมการประจำบัณฑิตวิทยาลัย  ในคราวประชุมครั้งที่ ๒/๒๕๔๙ เมื่อวันอังคารที่ ๒๐ มิถุนายน  พ.ศ. ๒๕๔๙  จึงให้ยกเลิกประกาศบัณฑิตวิทยาลัย เรื่อง  กำหนดรายวิชาให้นิสิตคฤหัสถ์ศึกษาเพิ่มเติม ลงวันที่  ๒๖ เมษายน พ.ศ. ๒๕๔๘   และกำหนดรายวิชาบาลี ให้ศึกษาเพิ่มเติม ดังนี้

๑. วิชา     ๑๐๒  ๓๐๒             การใช้ภาษาบาลี ๑          (๓)  (๓-๐-๖)

Usage of Pali I

๒. วิชา     ๑๐๒  ๓๐๖             การใช้ภาษาบาลี ๒          (๓)  (๓-๐-๖)

Usage of Pali II

ให้รายวิชาเหล่านี้เป็นรายวิชาเรียนเสริมโดยไม่นับหน่วยกิตและแสดงผลการเรียนด้วยสัญลักษณ์ S หรือ U

นิสิตที่สอบได้เปรียญธรรมหรือบาลีศึกษาตั้งแต่ประโยค ป.ธ.๓ ขึ้นไป หรือสำเร็จการศึกษาหลักสูตรประกาศนียบัตรภาษาบาลี  ไม่ต้องลงทะเบียนเรียน

 

ทั้งนี้  ตั้งแต่ปีการศึกษา ๒๕๔๙ เป็นต้นไป

 

ประกาศ  ณ  วันที่  ๒๖  มิถุนายน พุทธศักราช  ๒๕๔๙

 

 

(พระมหาสมจินต์  สมฺมาปญฺโ)

คณบดีบัณฑิตวิทยาลัย